ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปิดคดีสะเทือนขวัญ! รวบฆาตกรต่อเนื่องฆ่าคนไร้บ้านเชียงใหม่ สารภาพดับ 2 ศพในคืนเดียว
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสะเทือนขวัญชาวเชียงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายปะแนะ ปูลิ อายุ 31 ปี…
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสะเทือนขวัญชาวเชียงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายปะแนะ ปูลิ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นชายเร่ร่อนที่ลงมือฆ่าชายไร้บ้าน 2 รายซ้อนในคืนเดียว เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ สาเหตุหลักเกิดจากการทะเลาะวิวาทเรื่องโทรศัพท์มือถือและการขอเงิน ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังพบประวัติอาชญากรรมสุดอันตรายว่า ผู้ต้องหารายนี้เคยก่อเหตุฆ่าคนเร่ร่อนที่จังหวัดเชียงรายมาแล้วเมื่อต้นปี
ไขปมเหตุสังหารโหดศพแรก
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผู้พบศพคนไร้บ้านเสียชีวิตอย่างผิดปกติถึง 3 รายในช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านและสังคมต่างหวาดผวาว่าอาจเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักจนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้
ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น โดยศพแรกคือ นายบุญเรือง หมื่นศรี อายุ 51 ปี ชายเร่ร่อนจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เหตุเกิดที่บริเวณใต้สะพานรัตนโกสินทร์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ผู้ต้องหาเล่าว่าตนได้เดินไปทวงโทรศัพท์มือถือคืนจากนายบุญเรือง แต่ถูกปฏิเสธ จึงเกิดการชกต่อยกันอย่างรุนแรง ระหว่างนั้นผู้ต้องหาเห็นมีดคัตเตอร์ของผู้ตาย จึงแย่งมาและใช้แทงเข้าที่ลำคออย่างจัง หลังจากนั้นได้นำผ้าห่มมาคลุมร่างผู้เสียชีวิตและจุดไฟเผาฟูกที่นอนเพื่อทำลายหลักฐาน โดยยืนดูไฟไหม้อยู่ประมาณ 20 นาที ก่อนจะเดินหนีไป
ศพที่สอง ความตายที่คาดไม่ถึง
หลังจากก่อเหตุฆาตกรรมและเผาอำพรางศพแรกแล้ว นายปะแนะได้เดินเท้าไปหาที่นอนใหม่บริเวณใต้สะพานขัวสรีเวียงพิงค์ ตำบลฟ้าฮ่าม แต่เมื่อไปถึงก็พบกับ นายโจ้ แสงเส้น อายุ 46 ปี ชายเร่ร่อนชาวแม่ฮ่องสอนเช่นเดียวกัน ซึ่งนอนพักอยู่ก่อนแล้ว
ผู้ต้องหาอ้างว่า นายโจ้ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นมีกลิ่นตัวเหม็นมาก และยังพยายามเข้ามาขอเงินตนเอง ด้วยความโมโหและบันดาลโทสะ นายปะแนะจึงใช้เท้าเตะเข้าที่ก้านคอของนายโจ้จนล้มลง จากนั้นได้กระหน่ำกระทืบซ้ำอย่างรุนแรงเป็นเวลาเกือบ 10 นาทีจนนายโจ้นอนนิ่งและเสียชีวิตในที่สุด นับเป็นการก่อเหตุที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีอย่างยิ่ง
เส้นทางหนีและประวัติอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่
หลังก่อเหตุทั้งสองคดี นายปะแนะเลือกใช้วิธีโบกรถของชาวบ้านเพื่อหลบหนี โดยขึ้นไปบนดอยสุเทพ ก่อนจะลงมาในตอนเย็นเพื่อไปนอนพักที่ป้ายรถเมล์ในอำเภอดอยสะเก็ด และโบกรถกลับเข้ามาในตัวเมืองอีกครั้ง จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ที่บริเวณประตูช้างเผือก ข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดเชิงลึกสามารถติดตามอ่านได้ที่ เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์
จากการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่น่าตกใจมาก ดังนี้:
- วันที่ 7 มกราคม 2569: นายปะแนะเคยก่อเหตุใช้ก้อนหินทุบและใช้มีดแทงคนเร่ร่อนจนเสียชีวิต ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย
- การหลบหนี: หลังจากก่อเหตุที่เชียงราย ได้หลบหนีไปซ่อนตัวที่จังหวัดลำปาง
- การเดินทาง: เดินทางเข้ามาหางานทำในจังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งมาก่อเหตุซ้ำอีก
- ประวัติอาชญากรรม: เคยถูกตัดสินจำคุกในคดีเสพยาเสพติดและคดีลักทรัพย์ โดยเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568
การดำเนินคดีและแนวทางป้องกัน
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนัก คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ขณะนี้ตำรวจกำลังขยายผลการสืบสวนไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่นายปะแนะเคยไปอาศัยอยู่ เพื่อตรวจสอบว่ามีคดีค้างเก่าหรือเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่
การจับกุมตัวฆาตกรต่อเนื่องรายนี้ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความปลอดภัยของกลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่มักตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ง่าย
คดีสะเทือนขวัญนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวของการก่ออาชญากรรมที่โหดเหี้ยม แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนในสังคมหันมาใส่ใจและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะอย่างจริงจังมากขึ้น การเพิ่มแสงสว่างในจุดเปลี่ยว การจัดสายตรวจลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการจัดการปัญหาคนเร่ร่อนอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำรอย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายสูงสุด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและสร้างความสงบสุขให้กลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
รถตู้โรงเรียนเชียงใหม่ชนต้นไม้ ส่งผลให้นักเรียน 15 คนและคนขับได้รับบาดเจ็บ
เชียงใหม่ยกย่องนักบุญแห่งล้านนา เนื่องในโอกาสครบรอบ 91 ปี ถนนดอยสุเทพ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายวัย 65 ปีถูกจับกุมในข้อหาขโมยชุดชั้นในสตรี โดยพบว่าเขาสวมใส่ชุดชั้นในนั้นอยู่ขณะถูกจับกุม
พะเยา — เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ได้รับแจ้งความจาก น.ส.พร (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ชาวชียงรายกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด! กลุ่มประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ">เชียงราย">จังหวัดเชียงราย ว่าชุดชั้นในที่ตากไว้หน้าห้องพักในตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ผู้เสียหายได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหอพัก จนพบพฤติกรรมของคนร้ายอย่างชัดเจน โดยภาพเผยให้เห็นชายสูงวัยรายหนึ่งเดินเข้ามาในพื้นที่อย่างมีพิรุธ ก่อนจะหยิบชุดชั้นในของเธอแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เธอจึงนำหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอเข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- เกิดเหตุลักทรัพย์ในหอพัก: ชายสูงวัยบุกขโมยชุดชั้นในของหญิงสาววัย 26 ปี ที่ตากไว้หน้าห้องพักใน อ.เมืองพะเยา
- กล้องวงจรปิดมัดตัวชัดเจน: เจ้าหน้าที่แกะรอยจากภาพวงจรปิดจนสามารถระบุตัวคนร้าย คือ นายเปล่ง อายุ 65 ปี ชาวอำเภอดอกคำใต้
- ผู้ต้องหารับสารภาพ: ตำรวจบุกค้นบ้านพักพบของกลางจำนวนมาก รวมถึงชุดชั้นในที่ผู้ต้องหากำลังสวมใส่อยู่ โดยอ้างว่าเป็นความชอบส่วนตัว
ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพเขากำลังขโมยชุดชั้นใน
หลังได้รับแจ้งเหตุสะเทือนขวัญปนอนาจารดังกล่าว ชุดสืบสวน สภ.เมืองพะเยา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เจ้าหน้าที่ทำการเช็กภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนีอย่างละเอียด จนกระทั่งทราบที่อยู่ของผู้ก่อเหตุ
เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายเปล่ง อายุ 65 ปี ในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา จากการตรวจค้นพบรถจักรยานยนต์ หมวกกันน็อก และเสื้อผ้าที่ตรงกับภาพในกล้องวงจรปิดทุกประการ
ตะลึงพบของกลางเพียบ-เจ้าตัวใส่คาอก
สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตกตะลึงคือ การพบชุดชั้นในสตรีตากอยู่บนราวตากผ้าภายในบ้านพักของนายเปล่ง ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขโมยวัยคราวลุงรายนี้ยังนำชุดชั้นในของผู้เสียหายมาสวมใส่ไว้บนร่างกายของตนเองในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมอีกด้วย
นายเปล่งยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเองเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง และเคยทำพฤติกรรมลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่าเป็นรสนิยมและความชอบส่วนตัว ทางตำรวจจึงควบคุมตัวไปชี้จุดเกิดเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กรุงเทพฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว
เชียงรายกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด! กลุ่มประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 200,000 เม็ด หลังจากการไล่ล่ารถยนต์อย่างดุเดือด
หญิงคนหนึ่งกลางดึก">พะเยา – ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 326 ร่วมมือกับตำรวจภูธรภูซาง วางแผนสกัดจับเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชายหนึ่งราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมาก และอาวุธปืนยาวในพื้นที่ จังหวัดพะเยา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า จะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาในพื้นที่ ทางตำรวจจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมถนนสาธารณะ บ้านคอดยาว ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง เพื่อรอสกัดรถเป้าหมายอย่างเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญ
- จับผู้ต้องหาพร้อมของกลาง: เจ้าหน้าที่รวบตัวชายวัย 38 ปี พร้อมยาบ้า 200,000 เม็ด และปืนยาวเดี่ยวลูกกรดขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก
- รับจ้างขนสายตรง: ผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับเงินว่าจ้าง 10,000 บาท ขนยามาจากจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งต่อให้เครือข่ายในอำเภอภูซาง
- เร่งขยายผลเชิงลึก: เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมหลักฐานและติดตามตัวการใหญ่มาดำเนินคดี
ขณะที่เจ้าหน้าที่ซุ่มกำลังรออยู่ รถเก๋งสีดำป้ายทะเบียนเชียงรายตรงตามที่สายรายงานได้ขับเข้ามาในพื้นที่ ทางตำรวจจึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นทันที แต่คนขับกลับเหยียบคันเร่งพยายามขับรถฝ่าวงล้อมหลบหนี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังปิดทางเข้าออกเอาไว้หมดแล้ว ทำให้สามารถบุกชาร์จจับกุมตัวคนขับรถเอาไว้ได้อย่างปลอดภัย
จากการตรวจสอบเบื้องต้นตามรายงานข่าวของสำนักข่าว MGR Online พบว่าผู้ต้องหาคือ นายประกอบ อายุ 38 ปี เป็นชาวอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดท้ายรถเก๋งออกตรวจค้น ก็พบกระสอบฟางขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ ด้านในมียาบ้าห่อพลาสติกสีดำรวมกันกว่า 100 ห่อ
เผยสิ้นไส้รับค่าน้ำมัน 2 พัน แลกขนยาข้ามจังหวัด
นายประกอบ ยอมจำนนต่อหลักฐานพร้อมให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองได้รับการว่าจ้างจากทุนยาเสพติดรายหนึ่ง ให้ขับรถขนยาบ้าทั้งหมดมาจากอำเภอพญาเม็งราย เพื่อนำมาส่งให้กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่อำเภอภูซาง โดยตกลงค่าจ้างกันอยู่ที่ 10,000 บาท
ผู้ต้องหาเผยต่อว่า เพิ่งได้รับเงินล่วงหน้ามาเพียง 2,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าน้ำมันรถในการเดินทาง ส่วนเงินค่าจ้างที่เหลือทั้งหมดจะได้หลังส่งมอบยาเสพติดเสร็จสิ้น แต่ก็มาถูกตำรวจสกัดจับได้เสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะ
ตำรวจค้นบ้านพักขยายผล ทลายล้างเครือข่าย
หลังจากควบคุมตัวผู้ต้องหาและยึดของกลางไปโรงพักแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายประกอบในพื้นที่ตำบลตาดควัน อำเภอพญาเม็งราย เพิ่มเติมทันที เพื่อหาเอกสารและหลักฐานเชื่อมโยงไปยังผู้ว่าจ้าง
การบุกทลายยาบ้าล็อตนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ที่ร่วมมือกันทำงานอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากนี้ทางตำรวจจะนำข้อมูลการติดต่อในโทรศัพท์ของผู้ต้องหา ไปใช้ขยายผลเพื่อจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่กลุ่มนี้มาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยึดยาบ้าได้ 200,000 เม็ด ที่ด่านตรวจเชียงราย
ตำรวจไซเบอร์ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 50,000 เครื่องและเงินสดจำนวนมากจากบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เปิดโปง “Rose Rose” หญิงลึกลับจากเชียงราย ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ
หญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต "ลุงเลย" หลังวิกฤตไฟไหม้">เชียงราย – วงการค้ายาเสพติดข้ามชาติกำลังถูกจับตามองอย่างหนัก หลังจากเกิดคดีดังที่อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส ถูกจับกุมตัวที่ประเทศออสเตรเลียในข้อหาลักลอบขนเฮโรอีน การสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนของบุคคลลึกลับที่ใช้ชื่อแฝงในโลกออนไลน์ว่า “Rose Rose”
จากการแกะรอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดพบว่า ตัวจริงของบัญชีลึกลับนี้คือ น.ส.จันทรา หรือ ดา หญิงสาวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลจากชุดสืบสวนระบุชัดเจนว่าเธอไม่ใช่อาชญากรธรรมดา แต่มีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับมหึมาในแถบชายแดน
ประเด็นสำคัญ
- ตัวตนที่แท้จริง: “Rose Rose” คือ น.ส.จันทรา หรือ ดา หญิงสาวจากอำเภอแม่สรวย ผู้ใช้ซิมการ์ดของชาวเมียนมาที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อติดต่อหาเหยื่อมารับจ้างหิ้วกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศ
- เครือข่ายครอบครัวสายสีเทา: สามีของเธอถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดียาเสพติด และเธอยังเป็นน้องสะใภ้ของนายวีระ หมื่นจะดา ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับซึ่งเป็นลูกเขยของผู้นำกองกำลังมูเซอ
- การหลบหนีล่าสุด: หลังจากผู้ร่วมขบวนการถูกจับกุม น.ส.จันทราได้ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย เพื่อไปกบดานอยู่กับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในฝั่งเมียนมา
ประวัติส่วนตัวของ น.ส.จันทรา ถือว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดอย่างลึกซึ้ง สามีของเธอคือนายวีรวัฒน์ หรือ ติ๊ก ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีข้อหาสมคบค้ายาเสพติดและถูกยึดทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงปี 2558 ถึง 2559 โดยศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำในจังหวัดสงขลา
นอกจากนี้ นายวีรวัฒน์สามีของเทยังมีฐานะเป็นน้องชายของ นายวีระ หมื่นจะดา ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญที่ทางการไทยต้องการตัวและหลบหนีหมายจับมานานกว่า 10 ปี ที่น่ากลัวกว่านั้นคือนายวีระมีสถานะเป็นลูกเขยของ พันเอกจะลอโบ่ ผู้นำกองกำลังชาวมูเซอในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เครือข่ายนี้จึงสามารถลักลอบนำเข้ายาบ้าและเฮโรอีนเข้ามาตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่องตามรายงานข่าวของ คมชัดลึก
กลอุบายล่าเหยื่อแอร์สาวและการหลบหนีข้ามฝั่ง
ในการทำงานค้ายาเสพติด น.ส.จันทราจะทำหน้าที่คัดเลือกเหยื่อที่มีโปรไฟล์ดีผ่านทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โดยเธอจงใจเลือกอดีตแอร์โฮสเตสและลูกสาวให้มารับงานหิ้วของไปประเทศออสเตรเลีย วิธีการพรางตัวของเธอคือการใช้ซิมโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนด้วยชื่อของชาวเมียนมาที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยมาถึงตัวเธอได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เครือข่ายผู้จ้างวานและนายหน้าอย่าง “รินริน” หรือนายเอกวิทย์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. จับกุมตัวได้และให้การซัดทอดว่า น.ส.จันทราคือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทำให้เธอไหวตัวทันและตัดสินใจเดินทางหลบหนีออกจากพื้นที่อำเภอแม่สรวยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยใช้ช่องทางธรรมชาติข้ามแดนไปกบดานอยู่กับนายวีระภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังติดอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายสกัดรถบรรทุกพ่วงบรรทุกยาไอซ์ 300 กิโลกรัม
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
บุกจับวัดสุดช็อก!! เจ้าอาวาสวัดแม่ฮ่องสอนถูกจับกุมข้อหาเสพเฮโรอีน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
การจำหน่ายทรายจากแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับโลหะหนักที่เป็นพิษ
-
ข่าว - News7 days ago
น่าเศร้า! เด็กวัยหัดเดินถูกรถกระบะชน อาการสาหัส คนขับวัย 70 ปีอ้างว่ามองไม่เห็นเธอ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีคดียาเสพติด อายุ 25 ปี ในแม่จัน





