ข่าวอาชญากรรม - Crime

ชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำ

Published

on

เชียงราย – เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล เพื่อเร่งแก้ปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในลำน้ำสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ทุนจีนในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยขอให้รัฐบาลใหม่เร่งลงพื้นที่ รับฟังข้อมูล และกำหนดมาตรการที่ทำได้จริง

เครือข่ายฯ ระบุว่า พบความเสี่ยงจากโลหะหนักหลายชนิด เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท โครเมียม แบเรียม แมงกานีส ทองแดง นิกเกิล ฯลฯ ที่อาจไหลมากับแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน ผลผลิตการเกษตร (พืชผักและข้าว) สัตว์น้ำ รวมถึงน้ำประปา

ด้วยเหตุนี้ คนในพื้นที่ตลอดลุ่มน้ำของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่จึงอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสะสมสารพิษในระยะยาว แม้หน่วยงานรัฐจะมีการเฝ้าระวังตรวจวัดเป็นระยะ แต่เครือข่ายฯ มองว่ายังมีปัญหาเรื่องการประสานงานไม่เป็นภาพเดียวกัน การสื่อสารกับประชาชนยังไม่ชัด และยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณกับเครื่องมือ

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยลงพื้นที่และรับปากว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยุบสภา ทำให้หลายอย่างหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน การพูดคุยกับเมียนมาซึ่งเป็นต้นทางมลพิษก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

ข้อเสนอหลัก: ลงพื้นที่ หยุดผ่านแดนแร่ เปิดเจรจา 3 ฝ่าย

เครือข่ายฯ เสนอให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและร่วมวางทางออก นอกจากนี้ยังขอให้ไทยยุติการนำเข้าผ่านแดนแร่จากเมียนมาไปยังประเทศจีน โดยระบุว่าไทยมีบทบาทเป็นเส้นทางนำเข้าแร่สำคัญ และควรมีการตรวจสอบผลกระทบย้อนหลังกระบวนการผ่านแดนที่เกิดขึ้นแล้วด้วย

ในด้านการแก้ที่ต้นเหตุ เครือข่ายฯ ผลักดันให้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างไทย จีน และเมียนมา เพราะเมียนมาเป็นพื้นที่ตั้งเหมือง ขณะที่จีนเป็นผู้ลงทุนทำเหมืองและรับซื้อแร่ จึงต้องร่วมกันกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษให้ชัดเจน

อีกข้อเรียกร้องสำคัญคือการตรวจสอบผลผลิตการเกษตรในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะกระเทียมเนื้อที่อย่างน้อย 10,000 ไร่ ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังจะเก็บเกี่ยวในเดือนมีนาคม 2569 เพราะปลูกในพื้นที่ตะกอนน้ำกกท่วม

พร้อมกันนี้ เครือข่ายฯ ขอให้เร่งตรวจหาโลหะหนักในข้าวนาปรัง เนื้อที่ราว 100,000 ไร่ ในลุ่มแม่น้ำกกและน้ำสาย ก่อนเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม และกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน

เสนอใช้งบ 2,000 ล้านบาท หาแหล่งน้ำดิบใหม่ผลิตประปา

ด้านน้ำอุปโภคบริโภค เครือข่ายฯ ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ให้การประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ เพื่อทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำสาย รวก และโขง ในการผลิตน้ำประปา

ข้อเสนอนี้ครอบคลุมผู้ใช้น้ำในจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้บริโภคประมาณ 40,000 ราย และประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ ราว 30,000 ราย เพื่อให้มีทางเลือกน้ำดิบที่ปลอดภัยมากขึ้น

ท้ายที่สุด เครือข่ายฯ เสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ที่รวมภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบ การสื่อสารความเสี่ยง และการเจรจาระหว่างประเทศให้เดินหน้าได้จริง

จังหวัดเชียงรายเพิ่มการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำหลังจากตรวจพบสารหนูในชาวบ้าน

Trending

Exit mobile version