Connect with us

Crime News

เปิดเอกสาร! ชี้ “นาย น.” รอง อสส. มีเจตนาช่วย “บอส” พ้นผิด

Published

on

เปิดเอกสาร! ชี้ "นาย น." รอง อสส. มีเจตนาช่วย “บอส” พ้นผิด

เปิดเอกสาร คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ชุด “วิชา” ชี้ “นาย น.” ตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ใช้อำนาจและดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย-เชื่อมีเจตนาช่วยผู้ต้องหาพ้นผิด ขณะที่ “กรรมาธิการ” บางคนใน สนช. ไปเป็นพยานและให้ความเห็นเกี่ยวกับความเร็วรถ

ภายหลัง ศ.วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ส่งรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และเผยแพร่รายงานต่อสื่อมวลชน พบว่ามีรายละเอียดทั้งสิ้น 7 หน้า และใช้อักษรย่อในการกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดการตรวจสอบการทำหน้าที่ของบุคคลในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การทำงานของตำรวจ อัยการ เจ้าหน้าที่ และนักการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

ช่วงนี้มีการกล่าวถึงการทำงานของอัยการที่มีความเห็นไม่สั่งฟ้องคดี โดยมีสาระสำคัญในเอกสารระบุว่า “นาย น.” ซึ่งรักษาราชการในตำแหน่ง รองอัยการสูงสุด (รอง อสส.) ซึ่งมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ “ใช้อำนาจและดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเชื่อว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ให้ต้องรับโทษ”

โดยเอกสารระบุว่า พิจารณาจากกรณีที่ นาย น. สั่งให้มีการสอบปากคำพยาน เจาะจงเป็น พลอากาศโท จ. และ นาย จ. เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่พยานใหม่ และ อสส.-รอง อสส. คนก่อนหน้าเคยพิจารณาคำให้การของพยาน 2 ปากนี้ โดยมีความเห็นว่ามีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสาร หน้า 4 ดังนี้

“คณะกรรมการเห็นว่า การใช้อำนาจในการสั่งคดีร้องขอความเป็นธรรม และต่อมาการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในคดีอาญาของนาย น. ในฐานะรองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด เป็นการใช้อำนาจและดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและน่าเชื่อว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ ต้องรับโทษ เพราะเหตุของการเจาะจงให้มีการสอบเพิ่มเติมและรับฟังเฉพาะพลอากาศโท จ. และ นาย จ. ซึ่งเป็นพยานเคยถูกสอบไปแล้วในการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งก่อนหน้า มิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด”

“นอกจากนั้น ผู้พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมในแต่ละครั้งอันได้แก่ รองอัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดได้เคยพิจารณ อย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ และนาย น. เชื่อคำพยานพลอากาศโท จ. เพียงเพราะเป็นข้าราชการระดับสูง แต่กลับไม่เชื่อเหตุผลและดุลพินิจ ของอดีตอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุดที่สั่งให้ยุติการร้องขอความเป็นธรรมในทุกครั้งก่อนหน้า”

นอกจากนี้ยับพบว่าผู้ต้องหา ทนายความ และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับคดีนี้ มีการใช้ “อิทธพลทางการเมือง” กดดันกระบวนการยุติธรรม โดยมีการ้องขอความเป็นธรรมไปยังกรรมาธิการใน สนช. ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมระดับสูง โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 “กรรมาธิการ” บางคน ได้ให้ความเห็นและอ้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความเร็วรถของผู้ต้องหาที่กรรมาธิการคนนั้นมีส่วนจัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการ้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหา

ทั้งนี้ “กรรมาธิการ” คนดังกล่าว ยังเป็นประธานคณะทำงานเพื่อพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมนั้นครั้งนั้น และ “กรรมาธิการ” คนนี้ ยังไปเป็นพยานและให้ปากคำสนับสนุนข้ออ้างของผู้ต้องในการสอบสวนเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน แม้กรรมาธิการหลายคนจะไม่ประสงค์ให้กรรมาธิการเข้าไปก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีรายละเอียดในเอกสาร หน้า 3 ดังนี้

“กรรมาธิการบางคนได้ให้ความเห็นและอ้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความเร็วรถของผู้ต้องหาที่ตนมีส่วนจัดให้มีการจัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหา”

“ความพยายามนี้สอดรับกับแนวทางการทำงานและผลสรุปของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมและมีกรรมาธิการบางคนเป็นประธานคณะทำงาน แม้ว่ากรรมาธิการหลายคนไม่ประสงค์ให คณะกรรมาธิการดำเนินการในลักษณะที่ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมก็ตาม แต่กรรมาธิการผู้นั้นได้ไปเป็นพยานและให้ปากคำสนับสนุนข้ออ้างของผู้ต้องหาในการสอบสวนเพิ่มเติม ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ ด้วย” – Thai PBS

Continue Reading
Advertisement
Advertisement Enter ad code hereEnter ad code here

Interesting For You

ข่าวที่น่าสนใจ



ข่าวที่น่าสนใจ




Advertisement Enter ad code hereEnter ad code here

Interesting For You

Copyright © 2021 CTN News - Chiangrai Times

Ads Block Detector Powered by codehelppro.com

ตรวจพบตัวบล็อกโฆษณา!!!

เราตรวจพบว่าคุณกำลังใช้ส่วนขยายเพื่อบล็อกโฆษณา โปรดสนับสนุนเราด้วยการปิดการใช้งานตัวบล็อกโฆษณาเหล่านี้

Disable Ad Block

Join Our Website

Powered by Live Score & Live Score App