Connect with us

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า

Published

on

ตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า

เชียงราย – ตำรวจ สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.แม่สาย พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า และมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

คดีนี้เริ่มจากคืนวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.อร่าม คมบาง สว.(สอบสวน) ปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่าเกิดเหตุยิงกันในพื้นที่บ้าน หมู่ 13 ต.ปิยะพร อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยนำส่งโรงพยาบาลศรีบุรินทร์แม่สาย

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่รายงานผู้บังคับบัญชา และลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ ทำบันทึกภาพ ทำแผนที่ กันพื้นที่ไว้ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเชียงรายเข้าตรวจ จากนั้นเดินทางไปโรงพยาบาล พบผู้บาดเจ็บคือนายบัณฑิต อายุ 29 ปี ชาว ต.แม่สาย อ.แม่สาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืน แพทย์ดูแลใกล้ชิดจนพ้นอันตราย

ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. 2569 นายบัณฑิตเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ดำเนินคดีกับนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นคดีอาญา ลงวันที่ 10 ม.ค. 2569

ตำรวจ สภ.แม่สาย รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับ ซึ่งศาลจังหวัดเชียงรายออกหมายจับลงวันที่ 11 ม.ค. 2569 กระทั่งวันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมนายณรงวิทย์ได้ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อสมิทแอนด์เวลสัน ขนาด 9 มม. พร้อมแมกาซีนและกระสุน 9 มม. จำนวน 5 นัด ซึ่งระบุว่าเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ

จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยบอกว่าเหตุเกิดจากการทะเลาะกันในวงเหล้า เป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

หัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นชาวจีนถูกจับกุมแล้วในจังหวัดชลบุรี

Published

on

รวบผู้ต้องหาสแกมเมอร์ระดับสั่งการที่ชลบุรี

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยจับกุม แจ็ก ยัง (Jack Yang) ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ปิดฉากการหลบหนีที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็น “ระดับสั่งการ” ของเครือข่ายสแกม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้เปลี่ยนชื่อและสลับสัญชาติ โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศโดมินิกาในแคริบเบียน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีคดีฉ้อโกงที่ก่อความเสียหายรวมมากกว่า 800 ล้านบาท

ชุดสืบสวนจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 เผยว่า ได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025

ต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุตัวบุคคลได้ว่าเป็น “หยาง โหยว” อายุ 41 ปี ชาวจีน ซึ่งถูกจัดให้เป็นผู้ก่อเหตุระดับ Tier 1 ในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ตำรวจระบุว่า ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่แก๊งหลอกลวงออนไลน์ขยายตัวรวดเร็วในภูมิภาค ชื่อของเขาปรากฏในคดีฉ้อโกงออนไลน์ขนาดใหญ่ในจีนหลายคดี และถูกกล่าวหาว่าทำให้ผู้เสียหายชาวจีนสูญเงินจำนวนมาก

หัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นชาวจีนถูกจับกุมแล้วในจังหวัดชลบุรี

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มีผู้ต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของหยางถูกจับกุมแล้ว 320 รายในคดีอื่น ๆ และหลายคนให้ข้อมูลว่าเขาเป็นผู้จัดการหลักของขบวนการ โดยเชื่อว่าเครือข่ายนี้เคยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

รูปแบบการหลอกลวงที่ตำรวจอธิบายคือ ส่งข้อความชักชวนให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพนันออนไลน์ จากนั้นโน้มน้าวให้โอนเงินและซื้อเหรียญในแอป ช่วงแรกจะให้กำไรเล็กน้อยที่ถอนออกได้จริงเพื่อสร้างความไว้ใจ แต่เมื่อเหยื่อใส่เงินมากขึ้น แอปจะถูกปิดและเงินของเหยื่อถูกนำไป

ตำรวจระบุว่า คดีนี้มีผู้เสียหายมากกว่า 600 ราย มูลค่าความเสียหายรวมประเมินเกือบ 900 ล้านบาท

จากบทบาทที่ถูกกล่าวหา ทำให้ชื่อของหยางถูกขึ้นบัญชีผู้ต้องการตัวของ Interpol และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศ โดยรายงานระบุว่าเขาหลบเลี่ยงการจับกุมจากทางการนานาชาติ จีน และฟิลิปปินส์ มาเป็นเวลาหลายปี

หลังประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ ตำรวจไทยได้นำข้อมูลข่าวกรองและผลการตรวจสอบใบหน้ามาเปรียบเทียบ ก่อนยืนยันว่า ชายที่ถูกจับกุมคือบุคคลเดียวกับ “แจ็ก ยัง” ผู้ถือสัญชาติโดมินิกา ซึ่งเปลี่ยนชื่อและสัญชาติเพื่อเข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว

ระหว่างการสอบสวน ผู้ต้องหายังปฏิเสธว่าไม่ใช่บุคคลตามหมายจับนานาชาติ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร และควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ลูกชายติดยาเสพติดแทงแม่วัย 64 ปีเสียชีวิตที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในจังหวัดเชียงราย

Published

on

ลูกชายติดยาเสพติดแทงแม่วัย 64 ปีเสียชีวิตที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย – เชียงราย ข่าวเศร้าสะเทือนใจคนในพื้นที่ ชายวัย 32 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงแม่ผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตภายในร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกลางหมู่บ้าน ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จากนั้นพยายามแทงคอตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลนองพื้น

เกือบเที่ยงคืนวันที่ 10 ม.ค. 69 ร.ต.อ.อธิคม คำปันแปง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองเชียงราย รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้เสียชีวิต ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง บ้านหมู่ 13 ถนนราษฎร์บำรุง ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนประสานชุดสืบสวนและมูลนิธิสยามเชียงราย สำนักงานใหญ่ เข้าตรวจสอบ

จุดเกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ โดยด้านหน้าร้านปิดแน่น เจ้าหน้าที่ให้กู้ภัยใช้อุปกรณ์ตัดกุญแจเข้าไป เมื่อเข้าไปด้านในพบร่าง นางสุภาพรรณ์ หินหนุน อายุ 64 ปี เจ้าของร้าน นอนอยู่กับพื้น มีบาดแผลถูกของมีคมแทงที่ลำตัวหลายแห่ง เลือดกระจายเต็มพื้น และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ใกล้กันพบ นายภาคิน อายุ 32 ปี บุตรชายของผู้ตาย อยู่ในสภาพบาดเจ็บหนัก มีแผลฉกรรจ์บริเวณลำคอ คาดว่าใช้มีดปลายแหลมซึ่งเป็นมีดทำครัวยาวราว 1 ฟุต แทงตัวเอง เจ้าหน้าที่รีบนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เป็นการด่วน

ลูกชายติดยาเสพติดแทงแม่วัย 64 ปีเสียชีวิตที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในจังหวัดเชียงราย

จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้าน ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ นางสุภาพรรณ์เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือตามปกติ ส่วนบุตรชายเคยมีประวัติเกี่ยวข้องคดียาเสพติดหลายคดี ช่วงหลังปิดร้าน ผู้เป็นลูกมีอาการโวยวายเสียงดัง ก่อนจะคลุ้มคลั่งจนเกิดเสียงดังผิดปกติภายในร้าน ชาวบ้านเป็นห่วงจึงแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ

ตำรวจใช้เวลาไม่นานมาถึงหน้าร้าน แต่ติดที่ประตูถูกปิดแน่น ต้องใช้เวลาตัดกุญแจจึงเข้าไปพบเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คนในละแวกใกล้เคียงต่างสลดใจ เพราะคุ้นเคยกับผู้เสียชีวิตที่ขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ในชุมชนมานาน

ต่อมา พ.ต.อ.สิทธิชัย ไกรแสง รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ ตงศิริ ผกก.สภ.เมืองเชียงราย ลงพื้นที่กำชับให้พนักงานสอบสวนเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุและสอบพยานแวดล้อมอย่างละเอียด เบื้องต้นเตรียมแจ้งข้อหาหนักกับนายภาคิน ในความผิดฐาน “ฆ่าบุพการี” และดำเนินคดีตามกฎหมาย

สุดสลด!! ลูกประวัติป่วยจิต ทำร้ายแม่ดับคาบ้านอีกราย

 

ขณะเดียวกัน วันที่ 11 ม.ค. ตำรวจ สภ.จุน จ.พะเยา รับแจ้งเหตุบุตรชายทำร้ายมารดาเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 104/1 หมู่ 10 ต.หงส์หิน อ.จุน จึงพร้อมกู้ภัยเข้าตรวจสอบ พบเป็นบ้านคอนกรีตชั้นเดียว ภายในพบร่าง นางปัน ชมภู อายุ 72 ปี นอนอยู่กับพื้น มีร่องรอยถูกทำร้ายรุนแรง เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลจุน แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในที่สุด

ผู้ก่อเหตุคือ นายบรรหาร ชมภู อายุ 46 ปี บุตรชายของผู้ตาย ยังอยู่ในบริเวณบ้านไม่ได้หลบหนี ตำรวจจึงควบคุมตัวไว้ ตรวจสอบประวัติพบเป็นผู้ป่วยจิตเวช มีอาการทางสมอง และเคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวมาก่อน เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการทางจิตเวช จากนั้นรอผลแพทย์เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการติดยาอย่างหนักและยืดเยื้อ โดยมีตัวขับหลักคือการใช้ ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีนผสมคาเฟอีน) และ ไอซ์ (คริสตัลเมท) อย่างแพร่หลาย ยาเสพติดจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำฝั่งเมียนมาเพิ่มขึ้นมาก ทั้งการผลิตและการลักลอบขนส่ง ในระดับภูมิภาคพบการยึดเมทแอมเฟตามีนสูงเป็นสถิติที่ 236 ตันในปี 2024 ส่วนไทยเองก็สกัดกั้นได้จำนวนมหาศาล รวมถึงยาบ้ามากกว่า หนึ่งพันล้านเม็ด จากรายงานล่าสุด

ราคาขายตามท้องถนนที่ถูกมาก บางพื้นที่เหลือแค่ 20 ถึง 30 บาทต่อเม็ด ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายและใช้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มที่น่าห่วงคือวัยรุ่นและคนวัยทำงาน โดยช่วงอายุ 15 ถึง 59 ปีคิดเป็นมากกว่า 95% ของผู้เสพทั้งหมด ผลกระทบตามมาชัดเจนทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาชญากรรมเพิ่ม ความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงขึ้น และครอบครัวแตกร้าว

ช่วงหลังภาครัฐขยับไปให้ความสำคัญกับการบำบัดและแนวทางลดอันตรายมากขึ้นบ้าง แต่การบังคับใช้กฎหมายยังเข้มข้น ขณะเดียวกันกระแสยาเสพติดสังเคราะห์ราคาถูกจากพื้นที่ขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด ทำให้การควบคุมตามไม่ทัน และยิ่งเพิ่มภาระด้านสาธารณสุขต่อเนื่องจนถึงปี 2026

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ชาวจีนถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินรวม 17 พันล้านบาท

Published

on

ตำรวจจับกุมชาวจีน 3 คน ที่ถูกต้องการตัวในข้อหาฉ้อโกงเหยื่อเป็นเงิน 17 พันล้านบาท

เชียงใหม่ – ตำรวจสอบสวนกลาง (กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ) ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่ จับกุมชาวจีน 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันขบวนการหลอกลงทุนขนาดใหญ่ มีผู้เสียหายราว 10,000 คน มูลค่าความเสียหายประมาณ 7 พันล้านบาท (ราว 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ ระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ผู้ต้องสงสัยถูกจับที่คอนโดมิเนียมย่านห้วยขวาง และบ้านในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจระบุเพียงนามสกุลว่า หยาง อายุ 41 ปี หวัง อายุ 46 ปี และหลี่ อายุ 46 ปี โดยยังไม่เปิดเผยชื่อเต็ม

ทั้งสามเป็นบุคคลตามหมายจับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการรับฝากเงินจากประชาชนโดยผิดกฎหมาย และหนังสือเดินทางจีนของทั้งสามถูกเพิกถอนแล้ว

ตั้งบริษัทในจีน ชวนลงทุนหุ้นก่อนเข้า IPO

พนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องสงสัยตั้งบริษัท Jihui (Hainan) Enterprise Management Consulting Co. ในจีน ก่อนจะระดมเงินจากประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาอ้างว่าเป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายใน 3 ถึง 5 ปี

หลอกผ่านแอป Jihui Jinfu อ้างผลตอบแทนอย่างน้อย 12% ต่อปี

เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ กลุ่มนี้ถูกระบุว่าสร้างแอปลงทุนชื่อ Jihui Jinfu โดยอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนต่อปีอย่างน้อย 12% ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ คดีนี้ดึงนักลงทุนมากกว่า 8,000 คน และสร้างความเสียหายรวมราว 1.6 พันล้านหยวน หรือประมาณ 7 พันล้านบาท

รูปแบบการหลอกลวงคือ บอกผู้เสียหายว่าบริษัทจะซื้อหุ้นก่อนเข้า IPO ของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง จากนั้นเมื่อบริษัทเข้าตลาดแล้ว ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้น ทำให้เงินลงทุนเพิ่มหลายเท่า

แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า เงินที่รับมานั้นไม่ได้ถูกนำไปลงทุนจริง เงินที่จ่ายผ่านแอปถูกควบคุมโดยฝ่ายการเงินของบริษัทและผู้ต้องสงสัยทั้งสาม ตำรวจอธิบายบทบาทว่า หยางดูแลงานประจำวัน หลี่รับงานการตลาดและหาลูกค้า ส่วนหวังดูแลการเงินและงานธุรการ เมื่อถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน บริษัทกลับไม่สามารถจ่ายได้ตามที่สัญญาไว้

ตำรวจจับกุมชาวจีน 3 คน ที่ถูกต้องการตัวในข้อหาฉ้อโกงเหยื่อเป็นเงิน 17 พันล้านบาท

หนีออกจากจีน เข้าไทย พยายามหลบซ่อนตัว

หลังเกิดคดี ผู้ต้องสงสัยหลบหนีออกจากจีน เดินทางผ่านหลายประเทศก่อนเข้ามาในไทย เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งสามพยายามลดความเสี่ยงด้วยการย้ายที่พักไปหลายจังหวัด และยังยื่นขอวีซ่านักเรียน โดยอ้างว่าเดินทางมาเรียน

ต่อมาทางการจีนยกเลิกเอกสารการเดินทางของผู้ต้องสงสัย และประสานกับเจ้าหน้าที่ไทย จนนำไปสู่การจับกุม

ระหว่างสอบปากคำ หลี่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วม และอ้างว่าเป็นเพียงผู้ถือบัญชีในนามแทน ตามที่ตำรวจไทยระบุ ส่วนหยางและหวังให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่าใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในไทย

กวาดล้างผู้ต้องหาจีนในไทย รอส่งกลับประเทศ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยแทบไม่ออกไปไหน ไม่ค่อยพบปะผู้คน และมักตุนของใช้ไว้ในห้องเพื่อลดโอกาสถูกพบ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เพิกถอนวีซ่าและออกคำสั่งเนรเทศแล้ว ขณะนี้ทั้งสามยังถูกควบคุมตัวระหว่างรอการส่งตัวกลับจีน

ในช่วงหลัง ไทยถูกมองมากขึ้นว่าเป็นจุดที่ผู้ต้องหาชาวจีนบางส่วนใช้หลบหนี โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงโทรคมนาคม สแกมออนไลน์ และเครือข่ายฟอกเงิน

หลายคดีถูกเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดนเมียนมาที่ควบคุมได้ยาก เช่น เมียวดี และ KK Park ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มที่มีชาวจีนเป็นแกนนำบังคับผู้ถูกค้ามนุษย์ให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์ สร้างความเสียหายมหาศาลทั่วโลก

ผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยลักลอบเข้าไทยผ่านช่องทางผิดกฎหมาย หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่า แล้วใช้ชีวิตแบบไม่ให้เป็นที่สนใจในกรุงเทพฯ เช่น เช่าคอนโดหรู พักโรงแรมระดับสูง และไปตามย่านสถานบันเทิง การจับกุมหลายครั้งสะท้อนว่าปัญหานี้มีขนาดใหญ่

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจไทยเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น ในปี 2025 มีการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนหลายสิบรายที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง มูลค่าความเสียหายตั้งแต่หลักสิบล้านถึงหลักร้อยล้านดอลลาร์ หลายคนถูกส่งตัวกลับจีนอย่างรวดเร็วภายใต้สนธิสัญญาระหว่างสองประเทศ รวมถึงคดีที่เกี่ยวกับการพนันออนไลน์และเครือข่ายค้ามนุษย์

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ต้องหาบางกลุ่มใช้ไทยเป็นทางผ่าน หรือใช้เป็นที่หมุนและซุกเงิน โดยมักผ่านดีลอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับทางการจีนทำให้มีการส่งตัวกลับจำนวนมากขึ้น สะท้อนว่าไทยไม่ต้องการให้ถูกใช้เป็นที่หลบซ่อนอีกต่อไป และภาพรวมของการกวาดล้างในภูมิภาคก็บ่งชี้ว่าแต่ละประเทศกำลังร่วมกันสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดนให้จริงจังขึ้น

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจจับกุมนักต้มตุ๋นชาวจีนที่อินเตอร์โพลออกหมายจับแดง

Continue Reading

Trending

Copyright © 2026 CTN