Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวอาชญากรรม - Crime

สัญญาณบวกท่ามกลางวิกฤต: จุดความร้อนภาคเหนือลดลง 3% แต่เชียงราย-เชียงใหม่ยังน่าห่วง

เชียงใหม่ – ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้ายุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาคเหนือ (ศปป.น.) เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์ไฟป่าล่าสุดประจำปี 2026 พบว่าภาพรวมของจำนวนจุดความร้อน ( Hotspots )…

Published

on

สัญญาณบวกท่ามกลางวิกฤต: จุดความร้อนภาคเหนือลดลง 3% แต่เชียงราย-เชียงใหม่ยังน่าห่วง

รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่ – ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้ายุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาคเหนือ (ศปป.น.) เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์ไฟป่าล่าสุดประจำปี 2026 พบว่าภาพรวมของจำนวนจุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีตัวเลขลดลงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบนยังคงเผชิญวิกฤตหนัก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ที่พบการเพิ่มขึ้นของจุดเผาไหม้อย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการระดมสรรพกำลัง ทั้งภาคพื้นดินและหน่วยสนับสนุนทางอากาศ เพื่อเฝ้าระวังและเข้าระงับเหตุไฟป่าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 รุนแรงไปมากกว่าที่เป็นอยู่

เปิดสถิติจุดความร้อนภาคเหนือปี 2026: ลดลงแต่ยังไม่น่าไว้วางใจ

จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ของ ศปป.น. ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 5 เมษายน 2026 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • จำนวนจุดความร้อนสะสม: พบทั้งหมด 48,529 จุด
  • เปรียบเทียบปีที่ผ่านมา: ลดลง 1,737 จุด (คิดเป็น 3.46%)
  • 3 จังหวัดที่มียอดสะสมสูงสุด:
    1. แม่ฮ่องสอน: 6,977 จุด
    2. เชียงใหม่: 6,840 จุด
    3. ลำปาง: 6,690 จุด

แม้ว่าตัวเลขรวมจะลดลง แต่การกระจุกตัวของไฟป่าในบางพื้นที่กลับรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากและเสี่ยงต่อการลุกลาม

เจาะลึก 7 จังหวัดวิกฤต: เชียงราย-เชียงใหม่ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนใน 7 จังหวัดสำคัญ ซึ่งสวนทางกับภาพรวมของประเทศ โดยจังหวัดที่มีอัตราการขยายตัวของไฟป่าสูงสุดได้แก่:

  1. เชียงราย: เพิ่มขึ้น 1,106 จุด (พุ่งสูงถึง 62.10%)
  2. เชียงใหม่: เพิ่มขึ้น 2,809 จุด (เพิ่มขึ้น 41.07%)
  3. แพร่: เพิ่มขึ้น 286 จุด (เพิ่มขึ้น 8.76%)
  4. พะเยา: เพิ่มขึ้น 210 จุด (เพิ่มขึ้น 7.77%)
  5. แม่ฮ่องสอน: เพิ่มขึ้น 222 จุด (เพิ่มขึ้น 3.17%)
  6. ลำพูน: เพิ่มขึ้น 41 จุด (เพิ่มขึ้น 1.90%)

สาเหตุส่วนใหญ่ของการเพิ่มขึ้นนี้มักพบในพื้นที่ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การส่งกำลังเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไปดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้เปลวไฟลุกลามเป็นวงกว้างก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำ

พื้นที่ป่าไม้ยังเป็นเป้าหมายหลักของการเผา

จากการวิเคราะห์ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกิดจุดความร้อน พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายไม่ใช่พื้นที่เกษตรกรรมในทางราบ แต่เป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติ:

  • ป่าสงวนแห่งชาติ: 23,605 จุด
  • ป่าอนุรักษ์: 19,458 จุด
  • พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.): 2,227 จุด

สรุปตามลักษณะการใช้งาน:

  • พื้นที่ป่าไม้: 40,989 จุด
  • พื้นที่ปลูกข้าวโพดและไร่หมุนเวียน: 2,951 จุด
  • พื้นที่เกษตรอื่นๆ: 2,109 จุด

ข่าวดีในวิกฤต: พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงกว่า 1 ล้านไร่

แม้จำนวนจุดความร้อนจะดูน่าตกใจ แต่ในแง่ของ “พื้นที่เผาไหม้รวม” (Burned Area) ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2026 กลับพบสถิติที่น่าพึงพอใจ:

  • พื้นที่เสียหายรวม: 2,279,049 ไร่
  • เปรียบเทียบกับปี 2025: ลดลง 1,082,777 ไร่ (คิดเป็น 32.21%)

จังหวัดที่พบพื้นที่เผาไหม้สูงสุดส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่:

  1. เพชรบูรณ์: 535,596 ไร่
  2. นครสวรรค์: 524,498 ไร่
  3. พิจิตร: 216,593 ไร่

การที่พื้นที่เผาไหม้ลดลงอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการ “เข้าถึงไฟเร็ว” ของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและอาสาสมัครในชุมชน ที่สามารถควบคุมเพลิงไม่ให้ขยายวงกว้างได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

มาตรการเชิงรุก: ระดมสรรพกำลังสู้ไฟป่า 24 ชั่วโมง

ทางศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าฯ ได้ออกคำสั่งยกระดับมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด โดยมุ่งเน้นไปที่:

  • การลาดตระเวนเข้มข้น: ใช้โดรนตรวจจับความร้อนเพื่อชี้เป้าพิกัดไฟป่าทันทีที่เริ่มมีกลุ่มควัน
  • หน่วยเคลื่อนที่เร็ว: เตรียมพร้อมกำลังพลในพื้นที่เสี่ยง 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
  • การขอความร่วมมือจากชาวบ้าน: รณรงค์งดการเผาป่าเพื่อหาของป่าและเตรียมพื้นที่เกษตร โดยเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นควัน

ทางเจ้าหน้าที่กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่เรายังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะช่วงเดือนเมษายนคือจุดพีคของฤดูแล้ง การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชนคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเหนือกลับมาหายใจได้คล่องขึ้นอีกครั้ง”

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เชียงรายดูแลน้ำในแม่น้ำใหญ่ 4 สายให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมคนโง่ที่พยายามลักลอบขนยาบ้าอีกราย

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมผู้กระทำความผิดอีกรายที่พยายามลักลอบขนยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน

เชียงราย – หน่วยลาดตระเวนชายแดนจากกองกำลังเฉพาะกิจผาเมืองประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายยุรนันท์ อายุ 22 ปี จากอำเภอเวียงแก่น พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 20,200 เม็ด การจับกุมเกิดขึ้นที่ด่านบ้านปางหาด หมู่ 2 ตำบลโพธิ์

ก่อนหน้าที่จะมีการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับรายงานลับจากสายข่าว เบาะแสระบุชัดเจนว่าจะมีการขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติผ่านเส้นทางเลียบชายแดน ทหารพรานจึงได้สนธิกำลังออกตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวดในช่วงกลางดึก การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายหลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

ประเด็นสำคัญ

  • เจ้าหน้าที่ทหารพรานสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยบริเวณชายแดนไทย-ลาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
  • พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในคอนโซลหน้ารถจำนวน 10 มัด รวมทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
  • ผู้ต้องหาอายุ 22 ปี มีท่าทีมีพิรุธขณะขับรถผ่านจุดตรวจเพียงลำพังในช่วงกลางดึก

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น รถกระบะต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ตอนเดียว สีเทา ได้ขับผ่านมา รถคันดังกล่าวติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดน่าน และกำลังมุ่งหน้าลงไปยังพื้นที่ราบ ทหารพรานจึงส่งสัญญาณไฟเพื่อขอหยุดรถและทำการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ

เมื่อรถจอดสนิท เจ้าหน้าที่พบว่านายยุรนันท์เป็นผู้ขับขี่รถมาเพียงคนเดียว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นร่วมเดินทางมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ชายหนุ่มกลับแสดงอาการวิตกกังวลและมีท่าทีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ความผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจขอตรวจค้นยานพาหนะอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมผู้กระทำความผิดอีกรายที่พยายามลักลอบขนยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน

ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

จากการค้นหาอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติบริเวณคอนโซลหน้ารถ เมื่อเปิดออกดูจึงพบห่อกระดาษสาเคลือบไขจำนวน 10 มัดซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิด การใช้กระดาษเคลือบไขเป็นวิธีการที่ผู้ค้ามักใช้เพื่อป้องกันความชื้น ภายในแต่ละมัดบรรจุยาบ้าประมาณ 2,000 เม็ด รวมเป็นของกลางทั้งสิ้น 20,200 เม็ด

หลังจากพบหลักฐานมัดตัวอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที นายยุรนันท์ถูกควบคุมตัวในที่เกิดเหตุโดยไม่มีการขัดขืน การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการทำงานเชิงรุก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่แนวชายแดน

เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัย ยาเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ และรถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุ ให้แก่พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเวียงแก่นแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวจะถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดตามกฎหมายยาเสพติดของประเทศไทย

การตั้งจุดตรวจบริเวณชายแดนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดเข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจพร้อมทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา

Rebecca Kim

Published

on

ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา

เหตุการณ์สะเทือนขวัญคนเพชรบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ คนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านติ้วจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก

ผู้เสียชีวิตคือ นายหลักทรัพย์ คำโสม อายุ 61 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เขาถูกคนร้ายกระหน่ำแทงหลายแผลจนเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

 ประเด็นสำคัญ

  • ผู้นำชุมชนถูกฆาตกรรม: นายหลักทรัพย์ คำโสม นายก อบต.บ้านติ้ว ถูกแทงเสียชีวิตคาบ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ภรรยาบาดเจ็บสาหัส: นางสมจิตร ภรรยาของผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงถูกแทงบาดเจ็บและต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
  • คนร้ายขับรถหนีลอยนวล: มือมีดใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด

ก่อนเกิดเหตุการณ์สลด นายหลักทรัพย์ได้นั่งพูดคุยกับคนร้ายที่บริเวณโรงจอดรถของบ้านพัก ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นมุมรับแขก การเจรจานี้เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ยาวไปจนถึงเกือบสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน หรือมีปัญหาขัดแย้งอะไรที่ซ่อนอยู่

จู่ๆ การพูดคุยก็กลายเป็นความรุนแรง คนร้ายชักอาวุธมีดออกมากระหน่ำแทงนายหลักทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม เขาถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก ใต้ลิ้นปี่ และลำคอ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงทันที

ในจังหวะนั้นเอง นางสมจิตร คำโสม อายุ 60 ปี ภรรยาของผู้ตาย ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์ที่โรงจอดรถ เมื่อคนร้ายเห็นเธอ จึงพุ่งเป้าไปใช้อาวุธมีดแทงเธอด้วย นางสมจิตรถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่เธอรวบรวมสติและวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ

พฤติกรรมโหดและเส้นทางหลบหนี

หลังจากทำร้ายทั้งสองคนแล้ว คนร้ายยังได้ลากตัวนายหลักทรัพย์ออกไปจากจุดเกิดเหตุไกลถึง 30 เมตร การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอย่างมาก จากนั้นคนร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ขับหลบหนีฝ่าความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาพบร่างของนายหลักทรัพย์และนางสมจิตรนอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่กู้ชีพจากโรงพยาบาลหล่มสักได้รีบปฐมพยาบาล และนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด

แต่น่าเศร้าที่บาดแผลของนายหลักทรัพย์นั้นสาหัสเกินไป เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนนางสมจิตรยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ตำรวจเร่งสืบสวนหาความจริง

ร.ต.อ.สงัด กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ท่านได้ประสานงานกับทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น รอยเลือด และรอยนิ้วมือ เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำผิด

ตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้สรุปแรงจูงใจที่แน่ชัดของการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องงานการเมืองท้องถิ่น หรือผลประโยชน์อื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำพยาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี

ชุมชนบ้านติ้วต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนายหลักทรัพย์เป็นที่รู้จักและเคารพรักของชาวบ้าน การสูญเสียผู้นำท้องถิ่นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว และต้องการให้ตำรวจจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด

ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและตกใจ พวกเขาหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัว ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเห็นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.หล่มสัก ได้ทันที

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ

Continue Reading

ข่าวอาชญากรรม - Crime

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

Rebecca Kim

Published

on

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

กาญจนบุรี – เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาววัย 32 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและขอความคุ้มครองความปลอดภัย เธอถูกสามีที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี ทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสาดสารเคมีจนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้กับเธออย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาทำร้ายซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยพูดจาข่มขู่เอาชีวิต

รายงานข่าวระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เธอมีบาดแผลจากการถูกน้ำกรดกัดกร่อนบริเวณผิวหนัง ใบหน้า และศีรษะ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ผู้เสียหายยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงเมื่อเธอพยายามขอแยกทางเพื่อไปมีชีวิตใหม่

ประเด็นสำคัญ

  • มูลเหตุจูงใจ: สามีเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่ยอมรับการตัดสินใจของภรรยาที่ต้องการขอเลิกราเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
  • พฤติการณ์ก่อเหตุ: สามีหลอกพาขึ้นรถแล้วจับกดกับคอนโซล จากนั้นเรียกเพื่อนซึ่งเป็นอาสากู้ภัยให้นำน้ำกรดมาสาดใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • การช่วยเหลือ: หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าว่าเธอใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับสามีคนนี้มานานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วัย 11 ขวบ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งทางภรรยาคนแรกก็รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจขอเลิกรา เนื่องจากไม่อยากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกต่อไป

แต่ฝ่ายชายไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และมักจะพูดจาข่มขู่เสมอว่า “ถ้าจะออกไปก็ออกไปแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ” ผู้เสียหายเปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า สามีได้ชวนเธอออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของในตอนเช้า แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันรุนแรง สามีจึงเรียกเพื่อนที่เป็นอาสากู้ภัยนำสิ่งของมาโปะจมูกและปากของเธอ เธอรู้สึกตกใจจึงตัดสินใจแกล้งสลบเพื่อเอาตัวรอด

แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อสามีรู้ทันว่าเธอแกล้งทำ ขณะที่จอดรถอยู่บริเวณเส้นทางเลี่ยงเมือง สามีได้เรียกเพื่อนคนเดิมมาหาอีกครั้ง สามีใช้กำลังจับเธอกดลงกับคอนโซลหน้ารถ จากนั้นมีผู้นำน้ำกรดมาสาดใส่เธอจนได้รับบาดเจ็บหนัก โชคดีที่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนแบริเออร์ข้างทาง ทำให้เธอสามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาลที่ผ่านมาได้ทันเวลา

หญิงขอความคุ้มครองจาก<a href=ตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด" width="1280" height="721" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7.webp 1280w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-300x169.webp 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-1024x577.webp 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-768x433.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />

ความหวาดกลัว และการเรียกร้องความยุติธรรม

ปัจจุบันผู้เสียหายยังมีอาการหวาดผวาอย่างหนัก และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ เนื่องจากสามีของเธอเป็นคนกว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย เธอจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของเธอและลูกสาวอย่างเร่งด่วน คุณสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ

จากการสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์สาดสารเคมีเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม ที่น่าตกใจคือฝ่ายชายผู้ก่อเหตุก็ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวเช่นกัน แต่ต่อมาเขาได้แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ประเด็นนี้ทำให้ครอบครัวยิ่งหวาดกลัวว่าคดีจะเงียบหายไป และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต

หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด

เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ นำโดยตัวแทน สส.กาญจนบุรี เขต 1 และนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี พวกเขาได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด และให้กำลังใจผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ประสานงานโดยตรงไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว ทางนายอำเภอได้สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จัดกำลังเข้าดูแลอย่างเข้มงวดตลอดเวลา การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายได้มาก สังคมกำลังจับตามองว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไรและผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใด

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด

ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending