การเงิน

ทำไม Bitcoin Price ถึงร่วงในกุมภาพันธ์ 2026, อ่านปัจจัยให้ขาดก่อนตัดสินใจ

Published

on

Bitcoin ขึ้นลงแรง เป็นเรื่องปกติของสินทรัพย์ที่ซื้อขาย 24 ชั่วโมง และขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังล้วนๆ แต่รอบที่ Bitcoin Price ร่วงหนัก มักไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว มันเหมือนเรือที่เจอลมสวนหลายทิศพร้อมกัน ต่อให้ลำเรือแข็งแรง ก็ยังโคลงง่ายกว่าปกติ

ต้นกุมภาพันธ์ 2026 บรรยากาศตลาดเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ เงินไหลออกจากกองทุนคริปโต และแรงขายจากรายใหญ่ พอคนจำนวนมากอยากลดความเสี่ยงในเวลาใกล้กัน ราคาเลยไหลลงเร็วกว่าเดิม

บทความนี้อธิบายแบบภาษาง่าย เพื่อช่วยแยกให้ออกว่า การร่วงรอบนี้เป็นแรงขายระยะสั้น ที่เกิดจากความกลัวและแรงบังคับขาย หรือกำลังเป็นสัญญาณว่าเทรนด์ใหญ่เปลี่ยนจริง

แรงกดดันหลักที่ทำให้ Bitcoin Price ร่วงในกุมภาพันธ์ 2026

ภาพรวมของรอบนี้ มี 3 แรงกดหลักที่ซ้อนกัน คือ กระแสเงินจากสถาบันที่ชะลอหรือไหลออก ความกลัวว่าอัตราดอกเบี้ยจะ “สูงนาน” และแรงขายที่เกิดจากการจัดพอร์ตของรายใหญ่ เมื่อปัจจัยพวกนี้เกิดพร้อมกัน ตลาดจะเหมือนทางลงเขาที่พื้นลื่น แค่มีแรงผลักเล็กๆ ก็เกิดการไถลต่อเนื่องได้

อีกจุดที่ทำให้ร่วงดู “น่ากลัว” คือ สภาพคล่องในบางช่วงบางตลาดบางแพลตฟอร์มบางลง พอแรงซื้อหายไป ช่วงที่มีข่าวลบ ราคามักลงเป็นชั้นๆ และการเด้งกลับก็ดูอ่อนแรง นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่า รอบนี้ไม่ใช่การย่อธรรมดา แม้จริงๆ แล้วต้นเหตุยังผูกกับพฤติกรรมลดความเสี่ยงของคนในตลาดเป็นหลัก

เงินไหลออกจากกองทุนและ ETF ทำให้แรงซื้อหายไป

คำว่า “เงินไหลออก” ของกองทุนหรือ ETF แปลเป็นภาษาคน คือ นักลงทุนขายหน่วยลงทุนคืน ผู้จัดการกองทุนจึงต้องขายสินทรัพย์ตามสัดส่วน เพื่อให้เงินสดพอสำหรับการไถ่ถอน เมื่อการขายเกิดเป็นชุดๆ ความต้องการซื้อในตลาดสปอตก็ลดลง และแรงรับก็เบาลงทันตา

ข้อมูลช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 สะท้อนว่าแรงซื้อจากฝั่งสถาบันไม่ได้หนุนเหมือนช่วงก่อนหน้า และเมื่อมีแรงขายเข้ามา ราคาเลยลงง่ายขึ้น ข่าวที่เล่าภาพเรื่องกระแสเงินออกและผลต่อราคา สามารถดูเพิ่มได้จากบทวิเคราะห์ของ Whale Alert ในประเด็น ETF outflows และความกลัวในตลาด เช่น สรุปแรงกดจาก ETF outflows

สิ่งที่ควรจำคือ ETF ไม่ได้เป็น “ผู้ร้าย” แต่มันเป็นทางผ่านของเงินก้อนใหญ่ พอทางผ่านนี้กลับทิศ ตลาดจึงรับแรงกระแทกเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงที่นักลงทุนอยากถือเงินสดมากขึ้น

ความกลัวเรื่องดอกเบี้ยและทิศทางเฟดกดสินทรัพย์เสี่ยง

คริปโตถูกจัดเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในสายตาตลาดกระแสหลัก ดังนั้นเมื่อคนเริ่มเชื่อว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ระดับสูงนานกว่าที่คิด เงินมักไหลกลับไปหาสินทรัพย์ที่ “ดูปลอดภัยกว่า” หรืออย่างน้อยก็มีผลตอบแทนดอกเบี้ยรองรับ

ต้นกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดคุยกันมากเรื่องท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ และความเป็นไปได้ของนโยบายที่เข้มงวดขึ้น ข่าวระดับมหภาคแบบนี้ไม่ได้ทำให้ Bitcoin ตกทันทีเสมอไป แต่จะค่อยๆ บีบความอยากเสี่ยง เมื่อแรงซื้อหาย พอมีข่าวลบเล็กน้อย ราคาเลยลงแรงกว่าที่ควรเป็น

ผลลัพธ์คือ Bitcoin Price ไม่ได้แพ้เพราะ “เรื่องคริปโต” อย่างเดียว แต่มันโดนกฎเหล็กของตลาดการเงิน คือช่วงที่คนกลัวดอกเบี้ยสูง สินทรัพย์เสี่ยงมักถูกขายก่อน

พฤติกรรมในตลาดที่ทำให้ราคาดิ่งเร็วกว่าเดิม

การร่วงที่ดูเหมือนหลุดมือ มักเกิดจากกลไกโดมิโน ไม่ใช่แค่คน “เปลี่ยนใจ” แต่เป็นการขายที่ถูกเร่งด้วยระบบ เช่น การตัดขาดทุนอัตโนมัติ การถูกบังคับปิดสถานะของสายฟิวเจอร์ส และการไล่ราคาจากความตื่นตระหนกบนโซเชียล

เมื่อแท่งราคาลงเร็ว ความเชื่อมั่นจะหายไปชั่วคราว แม้คนจำนวนหนึ่งยังเชื่อระยะยาว แต่คนกลุ่มนั้นมักไม่รีบซื้อทันที เพราะรอให้ความผันผวนสงบก่อน นี่ทำให้การเด้งกลับช้ากว่าเวลาขึ้น

วาฬและสถาบันขายทำกำไร พอแรงขายมากกว่าคนซื้อราคาก็ไหล

“วาฬ” คือผู้ถือรายใหญ่ หรือกลุ่มที่มีทุนมากพอจะทำให้สมุดคำสั่งซื้อบางลงได้ในช่วงสั้นๆ เมื่อรายใหญ่ทยอยขาย (หรือขายพร้อมกัน) ราคาอาจหล่นเป็นขั้น เพราะคำสั่งซื้อที่รอรับมีไม่พอรับแรงขายก้อนใหญ่

ที่เจ็บกว่าคือ ผลทางจิตวิทยา รายย่อยเห็นราคาหล่นเร็ว ก็เริ่มกลัวว่ามี “ข่าววงใน” ทั้งที่จริงๆ อาจเป็นแค่การปรับพอร์ตหรือทำกำไรตามแผน แล้วความกลัวนั้นเองที่ดันให้การขายลามต่อ

บางสำนักข่าวตีความเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น whale dump และเชื่อมกับแรงขายต่อเนื่องในตลาดช่วงต้นเดือน เช่น มุมมองข่าวเรื่อง whale dump ซึ่งอย่างน้อยช่วยให้เห็นภาพว่า ทำไมแรงขายจากรายใหญ่ถึงทำให้กราฟดูโหดกว่าปกติ

เลเวอเรจและการถูกบังคับปิดสถานะ ยิ่งทำให้ลงแรง

ฟิวเจอร์สและมาร์จิ้นทำให้คน “ยืมแรง” มาทำกำไรได้ แต่ข้างล่างของมันคือความเสี่ยงแบบทวีคูณ เมื่อราคาลงถึงจุดหนึ่ง ระบบจะบังคับปิดสถานะเพื่อหยุดการขาดทุน นั่นแปลว่าเกิด “การขายเพิ่มอัตโนมัติ” โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของพอร์ตตัดสินใจ

พอการบังคับขายเกิดเป็นทอดๆ ราคาจะไหลเร็วขึ้น และความผันผวนก็พุ่งสูงขึ้น ข่าวตลาดช่วงนี้ที่พูดถึง heavy liquidations ช่วยยืนยันกลไกนี้ได้ดี เช่นรายงานจาก สรุปสถานการณ์การล้างเลเวอเรจ

ดูอย่างไรว่าเป็นการย่อตัวปกติ หรือกำลังเข้าโหมดขาลงจริง

การทำนายจุดต่ำสุดทำได้ยากมาก ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ยังแพ้ “ข่าวใหม่” ได้เสมอ แต่สิ่งที่ทำได้จริงคือดูกรอบใหญ่ ว่าตลาดกำลังย่อแบบพักแรง หรือกำลังเปลี่ยนโหมดเป็นขาลงที่ยาวขึ้น

วิธีคิดที่ช่วยได้คือ แยกสัญญาณออกเป็น 3 กลุ่ม คือ โครงสร้างราคา (รับและต้าน), กระแสเงิน (เข้าออกกองทุนและตลาด), และอารมณ์ตลาด (กลัวหรือโลภเกินไป) ถ้า 3 อย่างนี้แย่พร้อมกัน ก็ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงของการลงต่อสูงขึ้น

สัญญาณที่คนส่วนใหญ่ใช้ดู เช่น แนวรับใหญ่ และค่าเฉลี่ยระยะยาว

แนวรับ คือโซนที่ในอดีตมีคนกลับมาซื้อเยอะ จึงมักมีแรงรับซ่อนอยู่ พอ Bitcoin Price หลุดแนวรับสำคัญ มันไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” แต่เป็นสัญญาณว่าคนที่เคยมั่นใจ เริ่มยอมถอย

อีกตัวที่หลายคนใช้คือค่าเฉลี่ยระยะยาว เพื่อดูว่าราคาอยู่ “เหนือหรือใต้” เส้นที่สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของตลาดในภาพใหญ่ แน่นอนว่ามันไม่แม่น 100% แต่ช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์รายวันได้

นักวิเคราะห์บางกลุ่มยังจับตาโซนราคาหลักหมื่นปลายถึงกลาง (หน่วยดอลลาร์) เป็นพื้นที่ที่ตลาดอาจชะลอแรงขาย แต่ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีใครควรฟันธงว่าโซนไหน “ต้องเด้ง” เพราะตลาดสามารถไหลทะลุได้ หากกระแสเงินยังไหลออก

เช็ก “อารมณ์ตลาด” และเงินไหลเข้าออก เพื่อไม่หลงกับข่าวรายวัน

ช่วงที่ตลาดกลัวมาก คนมักขายในจุดที่แย่ที่สุด เพราะอยากให้ความเครียดจบลงเร็วๆ การดูอารมณ์ตลาดจึงสำคัญพอๆ กับการดูกราฟ แม้บทสรุปข้อมูลล่าสุดจะไม่ได้ให้ตัวเลขดัชนีความกลัวและความโลภแบบชัดเจน แต่แนวคิดยังใช้ได้ คือเมื่อฟีดข่าวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ต้องระวังการตัดสินใจแบบหุนหัน

ภาพที่ควรดูร่วมกันคือ เงินไหลเข้าออกกองทุน ปริมาณการซื้อขาย และข่าวเศรษฐกิจใหญ่ เช่นทิศทางดอกเบี้ย มากกว่าตามโพสต์สั้นๆ ที่ชอบสรุปว่า “พังแล้ว” หรือ “เดี๋ยวก็เด้ง” เพราะตลาดมักลงตอนคนมั่นใจเกิน และมักเด้งตอนคนหมดหวังสุดๆ

สิ่งที่คนถือ Bitcoin ควรทำเมื่อราคาแดง (ลดความเสี่ยงแบบคนทั่วไปทำได้)

เวลาตลาดแดง ความยากไม่ใช่การหาข้อมูล แต่คือการคุมตัวเองไม่ให้ตัดสินใจแบบแกว่งไปกับแท่งราคา คนทั่วไปลดความเสี่ยงได้ด้วยการมีแผนง่ายๆ และทำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องซับซ้อน

แนวทางเหล่านี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหลักจัดการความเสี่ยงที่ใช้ได้กับสินทรัพย์ผันผวนส่วนใหญ่

ตั้งแผนก่อนตัดสินใจ เช่น แบ่งเงินเป็นก้อน และกำหนดเวลาถือ

คนที่รับความผันผวนได้ มักแยกเงินเป็นก้อน และใช้ “เงินเย็น” เท่านั้น แล้วกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าถือเพื่ออะไร ระยะสั้นหรือระยะยาว ถ้าเป้าหมายไม่ชัด ทุกการย่อจะดูเหมือนวิกฤต

อีกวิธีที่ช่วยลดความเครียดคือ แบ่งซื้อเป็นงวด แทนการทุ่มครั้งเดียว วิธีนี้ไม่ได้ทำให้กำไรดีที่สุดเสมอไป แต่ทำให้ไม่ต้องพนันกับการจับจังหวะ ซึ่งเป็นเกมที่ยากแม้สำหรับมืออาชีพ

หลีกเลี่ยงการตัดสินใจตอนตื่นตระหนก และระวังข่าวลือ

ช่วงที่ราคาแกว่งแรง ข่าวลือจะวิ่งเร็วกว่าเหตุผล คนที่อยู่รอดมักทำสิ่งง่ายๆ ซ้ำๆ เช่น รอข้อมูลจากหลายแหล่ง ตรวจว่าข่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือความเห็น และหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ชวนซื้อขายตามอารมณ์

เช็กลิสต์สั้นๆ ที่ใช้ได้จริงคือ ตั้งขอบเขตการขาดทุนที่รับได้ ไม่เพิ่มเลเวอเรจเพื่อหวังเอาคืน และหยุดไถหน้าจอถ้ารู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะความเครียดคือศัตรูตัวจริงของการตัดสินใจ

สรุปภาพรวม, ทำไมร่วง และควรโฟกัสอะไรต่อ

การที่ Bitcoin Price ร่วงในกุมภาพันธ์ 2026 มาจากแรงกดที่ซ้อนกัน ทั้งเงินไหลออกจากกองทุนและ ETF, ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ, แรงขายจากวาฬและสถาบัน รวมถึงเอฟเฟกต์จากเลเวอเรจที่ถูกบังคับปิดสถานะ ทำให้การลงดูแรงและเร็วขึ้น

เมื่ออารมณ์ตลาดอยู่ฝั่งกลัวมาก คนมักเผลอตัดสินใจผิดจังหวะได้ง่าย ทางออกที่เป็นรูปธรรมคือกลับไปโฟกัส “แผน” และการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่การพยายามทายจุดต่ำสุดให้เป๊ะ เพราะการอยู่รอดในช่วงผันผวน คือเงื่อนไขของโอกาสในรอบถัดไป และ วินัย มักมีค่ากว่าความมั่นใจเสมอ

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ราคาบิตคอยน์ดิ่งเหว! ร่วงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด หลุด $63,000 ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

Trending

Exit mobile version