ฟุตบอล
เบนฟิก้าสร้างความตกตะลึงด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริด 4-2 ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกที่ดุเดือด
ค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2026 ที่เอสตาดิโอ ดา ลุซ กลายเป็นแมตช์ที่แฟนบอลพูดถึงไปอีกนาน เมื่อเบนฟิก้าสร้างเซอร์ไพรส์ชนะเรอัล มาดริด 4-2 ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบลีกเฟส เกมนี้ทีมของโชเซ มูรินโญ่เก็บสามแต้มสำคัญจนขยับเข้าโซนเพลย์ออฟ ส่วนเรอัล มาดริดพลาดพื้นที่เข้ารอบอัตโนมัติ ต้องไปลุ้นต่อในรอบเพลย์ออฟเช่นกัน
ไฮไลต์ที่ทำให้ทั้งสนามแทบไม่เชื่อสายตาคือประตูปิดกล่องนาที 90+8 จากอนาโตลีย์ ทรูบิน ผู้รักษาประตูเบนฟิก้า ที่เติมขึ้นมาโหม่งจากลูกเตะมุมส่งบอลเข้าไปแบบเด็ดขาด

ครึ่งแรก, เปิดเกมตึง, แลกกันเร็ว
เกมเริ่มด้วยจังหวะเข้มข้น เพราะนี่คือแมตช์สุดท้ายของรอบลีกเฟส ทั้งสองทีมรู้ดีว่าคะแนนมีผลโดยตรงต่ออันดับ เรอัล มาดริดที่มีคีเลียน เอ็มบัปเป้ยืนเป็นทีเด็ดดูอันตรายเวลาสวนกลับ แต่เบนฟิก้ายืนเกมรับแน่นและช่วยกันไล่กดดันได้ดี
ประตูแรกเกิดในนาทีที่ 36 เมื่ออันเดรียส เชลเดอรูป ขึ้นโหม่งจากลูกเปิดที่แม่นยำ ส่งเจ้าบ้านนำ 1-0 และเหมือนเกมจะเข้าทางเบนฟิก้า
แต่เรอัล มาดริดไม่ปล่อยให้สกอร์นำอยู่นาน ไม่นานหลังจากนั้น เอ็มบัปเป้ยิงตีเสมอแบบเฉียบขาด ทำให้จบครึ่งแรกที่ 1-1 ความนิ่งหน้าปากประตูของเขายังเป็นจุดต่างเหมือนเดิม
ครึ่งหลัง, เบนฟิก้ากดต่อ, เอ็มบัปเป้ยังไม่ยอม
กลับมาครึ่งหลัง เกมเปิดมากขึ้น เบนฟิก้าได้ประตูนำอีกครั้งจากวานเจลิส พาฟลิดิส ที่จบสกอร์หลังเกมรุกต่อบอลเร็ว สกอร์ขยับเป็น 2-1 ทีมของมูรินโญ่เล่นเป็นระบบ ขยับไลน์เพรสสูงขึ้น และหาพื้นที่ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
เรอัล มาดริดยังยื้อเกมไว้ได้ เอ็มบัปเป้ทำประตูที่สองของตัวเองจากจังหวะเล่นเดี่ยวที่คมกริบ ตีเสมอ 2-2 ทำให้โมเมนตัมเหมือนเอนมาทางทีมเยือน ที่พยายามเร่งหาประตูชัยเพื่อยึดพื้นที่ท็อปแปด
อย่างไรก็ตาม เบนฟิก้าไม่ถอย เกมเข้าสู่ช่วงแลกหมัด ต่างฝ่ายต่างมีโอกาส และเบนฟิก้าทำได้อีกลูกในช่วงท้ายครึ่งหลังจนขึ้นนำ 3-2 ก่อนจะพาเกมไปสู่ช่วงทดเวลาที่วุ่นวาย
ดราม่านาที 90+8, ทรูบินโหม่งปิดเกม
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบนฟิก้าได้ลูกเตะมุมสำคัญ ตอนนั้นสกอร์อยู่ที่ 3-2 และทีมต้องการปิดเกมให้ได้ ทรูบินตัดสินใจเติมขึ้นไปในเขตโทษ เขาจับจังหวะวิ่งได้พอดี ก่อนโหม่งเต็มๆ ส่งบอลผ่านแนวรับเรอัล มาดริดเข้าประตู กลายเป็น 4-2 ในนาที 90+8
ทั้งสนามระเบิดเสียงเฮทันที ประตูนี้เป็นเหมือนช็อตสุดท้ายของเกม และเป็นตัวปิดบัญชีที่ทำให้เบนฟิก้าได้เฮเรื่องพื้นที่เพลย์ออฟจากผลต่างประตูได้เสีย ขณะที่เรอัล มาดริดร่วงลงไปอยู่อันดับ 9 ต้องไปต่อในรอบเพลย์ออฟ
สรุปเหตุการณ์สำคัญในเกม
- 36′ อันเดรียส เชลเดอรูป (เบนฟิก้า) โหม่งให้ทีมขึ้นนำ 1-0
- ช่วงท้ายครึ่งแรก คีเลียน เอ็มบัปเป้ (เรอัล มาดริด) ยิงตีเสมอ 1-1
- ครึ่งหลัง วานเจลิส พาฟลิดิส (เบนฟิก้า) ยิงให้เบนฟิก้านำ 2-1
- ต่อมา เอ็มบัปเป้ยิงประตูที่สอง ตีเสมอ 2-2
- ช่วงประมาณ 80-90 เบนฟิก้ายิงเพิ่ม นำ 3-2 (ตามรายงานหลังเกม)
- 90+8 อนาโตลีย์ ทรูบิน (ผู้รักษาประตูเบนฟิก้า) โหม่งจากเตะมุม ปิดเกม 4-2
คนเด่นเบนฟิก้าและสถิติหลัก
เบนฟิก้าชนะด้วยวินัยและความเด็ดขาดในจังหวะสำคัญ สถิติหลักสะท้อนภาพเกมที่สูสี แต่เจ้าบ้านคมกว่าในช่วงตัดสิน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | ผลงานเด่น |
|---|---|---|
| Anatoliy Trubin | ผู้รักษาประตู | โหม่งทำประตู 90+8, เซฟหลายจังหวะ |
| Andreas Schjelderup | กองกลาง | ทำประตูขึ้นนำ (36′) |
| Vangelis Pavlidis | กองหน้า | ทำประตูให้ทีมหนีเป็น 2-1 |
| สถิติทีม | ครองบอลประมาณ 48%, ยิง 14 ครั้ง, ทำได้ 4 ประตู |
เรอัล มาดริด, เอ็มบัปเป้เด่นแต่เกมรับพังช่วงท้าย
เรอัล มาดริดได้เอ็มบัปเป้แบกเกมด้วยสองประตู แต่แนวรับมาเสียจังหวะในช่วงท้าย โดยเฉพาะลูกเตะมุมสุดท้ายที่เคลียร์ไม่ขาด และโดนลงโทษทันที
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | ผลงานเด่น |
|---|---|---|
| Kylian Mbappé | กองหน้า | เหมาสองประตู (ตีเสมอ 1-1 และ 2-2) |
| สถิติทีม | ครองบอลประมาณ 52%, ยิง 12 ครั้ง, ทำได้ 2 ประตู |
ผลการแข่งขันและความหมายต่อการเข้ารอบ
เกม เบนฟิก้า ปะทะ เรอัล มาดริด นัดนี้ทำให้ตารางเปลี่ยนทันที เบนฟิก้าได้ตั๋วเพลย์ออฟแบบเฉียดฉิวจากผลต่างประตูได้เสีย ส่วน Real Madrid ต้องไปเล่นรอบเพลย์ออฟหลังจบอันดับนอกโควตาเข้ารอบอัตโนมัติ แมตช์นี้ถูกจดจำในฐานะเกมที่มีทั้งประตูเยอะ จังหวะพลิกไปมา และภาพโกลทำประตูในนาทีสุดท้ายที่หาได้ยากมากในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2025/26
คริสตัล พาเลซ พบกับ เชลซี คริสตัล พาเลซ พ่ายแพ้ให้กับเชลซี 3-1
ฟุตบอล
อาร์ซีดี เอสปันยอล แพ้ อลาเบส 2-1
การแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ สนามอาร์ซีดีอี สเตเดียม เป็นการพบกันระหว่าง “นกแก้ว” เอสปันญ่อล ทีมอันดับ 5 ของตาราง เปิดบ้านรับการมาเยือนของ อลาเบส ทีมอันดับ 15 ที่กำลังดิ้นรนหนีโซนอันตราย ผลปรากฏว่าเป็นทีมเยือนที่ทำเซอร์ไพรส์ บุกมาเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1
รายละเอียดและไฮไลต์สำคัญของการแข่งขัน
เริ่มเกมมาในช่วงครึ่งแรก ทั้งสองทีมต่างเปิดเกมบุกเข้าใส่กันอย่างสนุก โดยเจ้าบ้านเอสปันญ่อลพยายามครองบอลและสร้างโอกาสจากริมเส้น แต่ในนาทีที่ 27 เป็นทีมเยือนอลาเบสที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ อันโตนิโอ บลังโก้ ยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
หลังจากเสียประตู เอสปันญ่อลพยายามโหมบุกอย่างหนักเพื่อทวงประตูคืน และในนาทีที่ 15 (ตามบันทึกเหตุการณ์หลัก) โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ กองหน้าตัวเก่งของเจ้าถิ่นก็มาทำประตูตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จเป็น 1-1 ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เกมยังคงสูสีและมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพื่อปรับแท็กติก จนกระทั่งในช่วงท้ายเกม อลาเบสมาได้ประตูชัยจากการประสานงานที่ยอดเยี่ยม บอลสุดท้ายมาถึงตัวรุกที่ยิงผ่านตัว มาร์โก ดมิโทรวิช เข้าไป ทำให้จบเกม อลาเบส บุกมาชนะ เอสปันญ่อล 2-1 เก็บ 3 คะแนนสำคัญหนีห่างโซนตกชั้นได้สำเร็จ ส่วนเอสปันญ่อลยังคงสะดุดต่อเนื่องเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน
ข้อมูลผู้เล่นและสถิติทีมเอสปันญ่อล (Espanyol)
เอสปันญ่อลภายใต้การคุมทีมของ มาโนโล่ กอนซาเลซ ลงสนามด้วยระบบ 4-4-2 โดยมีรายชื่อผู้เล่นตัวจริงดังนี้:
| ตำแหน่ง | รายชื่อผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | มาร์โก ดมิโทรวิช | เซฟลูกอันตรายได้หลายครั้ง |
| กองหลัง | คลีเมนส์ รีเดล | ทำหน้าที่ในเกมรับฝั่งขวา |
| กองหลัง | เฟร์นันโด กาเลโร่ | ปราการหลังตัวกลาง |
| กองหลัง | เลอันโดร กาเบรล่า | กัปตันทีม |
| กองหลัง | การ์ลอส โรเมโร่ | เติมเกมบุกฝั่งซ้ายได้ดี |
| กองกลาง | โฆเฟร การ์เรรัส | ปีกขวาความเร็วสูง |
| กองกลาง | อูร์โก้ กอนซาเลซ | คุมจังหวะแดนกลาง |
| กองกลาง | เอดู เอ็กซ์โปซิโต้ | สร้างสรรค์เกมรุก |
| กองกลาง | รามอน เทร์ราตส์ | เชื่อมเกมระหว่างแดนกลาง |
| กองหน้า | โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ | ผู้ทำประตู (นาทีที่ 15) |
| กองหน้า | กีเก้ การ์เซีย | พักบอลในแดนหน้า |
ข้อมูลผู้เล่นและสถิติทีมอลาเบส (Alavés)
ทีมเยือนของกุนซือ เอดูอาร์โด้ คูเดต วางหมากมาอย่างรัดกุมและใช้โอกาสไม่เปลือง:
| ตำแหน่ง | รายชื่อผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | อันโตนิโอ ซิเบร่า | ป้องกันลูกยิงช่วงท้ายเกมได้ดี |
| กองหลัง | จอนนี่ อ๊อตโต้ | อดีตแบ็กวูล์ฟส์ คุมเกมฝั่งขวา |
| กองหลัง | จอน ปาเชโก้ | ป้องกันลูกกลางอากาศ |
| กองหลัง | การ์ลอส โปรเตโซนี่ | ยืนตำแหน่งได้แข็งแกร่ง |
| กองหลัง | บิคตอร์ ปาราด้า | แบ็กซ้ายดาวรุ่ง |
| กองกลาง | คาเลบี | คอยป่วนแนวรับคู่แข่ง |
| กองกลาง | ปาโบล อิบาเญซ | ขยันวิ่งไล่บอล |
| กองกลาง | อันโตนิโอ บลังโก้ | ผู้ทำประตู (นาทีที่ 27) |
| กองกลาง | การ์เลส อาเลนญ่า | คุมทิศทางเกมบุก |
| กองหน้า | อันโตนิโอ มาร์ติเนซ | สร้างความกดดันให้กองหลัง |
| กองหน้า | ลูคัส โบเย่ | แข็งแกร่งและเก๋าเกม |
วิเคราะห์หลังเกม
ความพ่ายแพ้ในนัดนี้ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปของเอสปันญ่อลอย่างมาก แม้พวกเขาจะมีอันดับที่สูงกว่าและได้เล่นในบ้าน แต่ความผิดพลาดในเกมรับและการจบสกอร์ที่ไม่เด็ดขาดทำให้ต้องปราชัยไป ในขณะที่อลาเบสแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการอยู่รอดบนลีกสูงสุด โดยการใช้แผนการเล่นที่เน้นความเหนียวแน่นและโต้กลับเร็ว จนสามารถคว้าชัยชนะนอกบ้านที่ล้ำค่าได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายนัด
กำลังเป็นที่นิยม:
ลาซิโอ พบกับ เจนัว จบลงด้วยสกอร์ 3-2 จากลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ คาตาลดี
ฟุตบอล
ลาซิโอ พบกับ เจนัว จบลงด้วยสกอร์ 3-2 จากลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ คาตาลดี
วันที่ 30 มกราคม 2569, สตาดิโอ โอลิมปิโก กรุงโรม เกมเซเรีย อาคืนวันที่ 30 มกราคม 2569 จบลงแบบหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อ ลาซิโอ เปิดบ้านเฉือน เจนัว 3-2 จากจุดโทษนาทีสุดท้ายของ ดานิโล คาตัลดี โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เดือดมาก ทั้งสองทีมยิงรวมกัน 5 ประตู และมีจุดโทษถึง 3 ครั้ง
บรรยากาศในสนามดูแปลกตา เพราะแฟนบอลลาซิโอบางส่วนเลือกประท้วงด้วยการไม่เข้ามาเชียร์ ทำให้ที่นั่งหลายโซนดูโล่ง แต่ในสนามกลับเข้มข้นเกินคาด เกมไหลเร็ว ปะทะหนัก และมีจังหวะให้ลุ้นแทบตลอดครึ่งหลัง
ครึ่งแรกเงียบๆ แต่ยังไม่เสียทรง
45 นาทีแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม โอกาสจะแจ้งมีไม่มาก ลาซิโอพยายามครองบอลและต่อเกมตามสไตล์ ส่วนเจนัวเน้นยืนกันแน่น แล้วรอจังหวะสวนกลับ จบครึ่งแรกยัง 0-0
ครึ่งหลังประตูไหล จุดโทษมาครบ
พอเริ่มครึ่งหลัง เกมเปลี่ยนทันที ลาซิโอมาได้จุดโทษในนาทีที่ 56 และเป็น เปโดร รับหน้าที่สังหาร เขายิงนิ่งๆ ส่งบอลไปทางซ้ายมือของ จัสติน บิยโลว์ ให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0
อีกแค่ 6 นาทีต่อมา นาทีที่ 62 ลาซิโอหนีเป็น 2-0 จากประตูแรกของ เคนเนธ เทย์เลอร์ ในเซเรีย อา หลัง กุสตาฟ อิซักเซ่น เปิดจากฝั่งขวาเข้ากลาง แล้วเทย์เลอร์จบสกอร์เข้าไปอย่างสวยงาม ช่วงนั้นดูเหมือนลาซิโอจะคุมเกมอยู่หมด
แต่เจนัวไม่ยอมง่ายๆ นาทีที่ 68 ทีมเยือนได้จุดโทษคืนบ้าง และ รุสลัน มาลินอฟสกี ยิงด้วยซ้ายเต็มข้อเข้ามุมล่างซ้าย ไล่มาเป็น 2-1
จากนั้นเจนัวเร่งเกมต่อเนื่อง ก่อนตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 75 จาก วิตินญ่า (รายงานระบุว่าจบสกอร์ได้ทั้งแบบโหม่งหรือยิง) ทำให้รูปเกมกลับมาเปิดหน้าแลกกันอีกครั้ง
ช่วงทดเจ็บ 90+10 คาตัลดีปิดบัญชี
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+10 ลาซิโอมาได้จุดโทษครั้งที่สองของทีม แม้จะมีจังหวะปะทะและความตึงเครียดก่อนยิง แต่ ดานิโล คาตัลดี กัปตันทีมยังนิ่งพอ ส่งบอลเรียดเข้ามุมล่างซ้ายแบบเฉียบขาด พาลาซิโอแซงชนะ 3-2 แบบสุดดราม่า
ชัยชนะนัดนี้ส่งลาซิโอขึ้นมาอยู่อันดับ 8 ของตาราง ส่วนเจนัวพบกับความพ่ายแพ้นัดแรกของปี 2569 และยังเกาะกลุ่มกลางตารางต่อไป
ไฮไลต์สำคัญของเกม
- นาที 56: เปโดร ยิงจุดโทษให้ลาซิโอนำ 1-0
- นาที 62: เคนเนธ เทย์เลอร์ ยิงให้ลาซิโอหนี 2-0 (ประตูแรกในเซเรีย อา)
- นาที 68: รุสลัน มาลินอฟสกี ยิงจุดโทษให้เจนัวไล่มา 2-1
- นาที 75: วิตินญ่า ทำประตูตีเสมอ 2-2
- นาที 90+10: ดานิโล คาตัลดี ยิงจุดโทษเป็นประตูชัย 3-2
เกมนี้มีจุดโทษ 3 ครั้ง และยิงเข้าไปทั้งหมด สะท้อนชัดว่าครึ่งหลังเดือดและมีจังหวะตัดสินเกมตลอดเวลา
ข้อมูลผู้เล่นลาซิโอ (Lazio)
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อิวาน โปรเวเดล | ผู้รักษาประตู | |
| อาเดรียน มารูซิช | แบ็คขวา | |
| กิลา | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| โปรฟสต์การ์ด | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| ลุคัส เปเลกรินี | แบ็คซ้าย | เปลี่ยนออก นาที 80 (แทนด้วย Tavares) |
| เคนเนธ เทย์เลอร์ | กองกลาง | ยิง 1 ประตู, เปลี่ยนออก นาที 80 |
| ดานิโล คาตัลดี | กองกลาง | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ) |
| มัตเตโอ บาซิช | กองกลาง | |
| กุสตาฟ อิซักเซ่น | ปีกขวา | แอสซิสต์ประตูที่ 2, เปลี่ยนออก นาที 87 |
| เปโดร | กองหน้า | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ) |
| มัลดินี | กองหน้า | เปลี่ยนออก นาที 73 |
ตัวสำรองและผู้เล่นสำรองที่มีชื่อ: เดเล-บาชิรู, โนสลิน, แรตคอฟ, กันเชลลิเอรี เป็นต้น
ข้อมูลผู้เล่นเจนัว (Genoa)
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| จัสติน บิยโลว์ | ผู้รักษาประตู | เจอจุดโทษ 3 ครั้ง |
| มาร์คานดัลลี | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| ลีโอ ออสติการ์ด | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| วาสเกซ | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| นอร์ตัน-คัฟฟี่ | ปีกขวา | |
| รุสลัน มาลินอฟสกี | กองกลาง | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ), เปลี่ยนออก นาที 87 |
| เฟรนดรัพ | กองกลาง | |
| เอลเลิร์ตสสัน | กองกลาง | |
| อารอน มาร์ติน | ปีกซ้าย | |
| โคลอมโบ | กองหน้า | เปลี่ยนออก นาที 80 |
| วิตินญ่า | กองหน้า | ยิง 1 ประตู, เปลี่ยนออก นาที 80 |
ตัวสำรองที่น่าสนใจ: เอคุบัน, คอร์เน็ต, มาซินี เป็นต้น โดยเจนัวมาในระบบ 3-5-2 เน้นรับให้แน่น แล้วค่อยสวนกลับ
ภาพรวมแล้ว นี่คือเกมที่แฟนบอลเซเรีย อาควรได้ดู ลาซิโอเกือบปิดเกมได้ตั้งแต่หนี 2-0 แต่เจนัวกลับมาเอาคืนจนเสมอ ก่อนจะตัดสินกันด้วยจุดโทษช่วงท้ายสุด ชัยชนะแบบเฉือนหวิวช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลาซิโอ ส่วนเจนัวคงต้องกลับไปจัดระเบียบเกมรับ เพื่อไม่ให้พลาดในช่วงสำคัญอีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถล่ม เฟเรนซ์วาโรช 4-0 ผงาดสู่เพลย์ออฟ ยูโรปาลีก
ฟุตบอล
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถล่ม เฟเรนซ์วาโรช 4-0 ผงาดสู่เพลย์ออฟ ยูโรปาลีก
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์) ภายใต้การคุมทีมของฌอน ไดช์ (Sean Dyche) สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมสุดท้ายของรอบลีกเฟส ยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาล 2025-26 โดยเปิดบ้านถล่ม เฟเรนซ์วาโรช (เฟเรนซ์วารอส) จากฮังการี 4-0 อย่างขาดลอย เมื่อคืนวันที่ 29 มกราคม 2026 ที่สนาม ซิตี้ กราวด์ (City Ground) ผลการแข่งขันนี้ทำให้ “หงส์แดงแห่งเทรนต์” จบอันดับ 13 ของตารางรวม และคว้าโอกาสเป็นทีมวางอันดับสูงในรอบเพลย์ออฟ โดยจะลงเล่นกับผู้ชนะระหว่าง ปานาธิไนกอส หรือ เฟเนร์บาห์เช
เกมนี้ถือเป็นการปิดฉากรอบลีกเฟสอย่างสวยงามสำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก ที่แม้จะไม่ได้ลุ้นท็อป 8 แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความดุดัน โดยเฉพาะเกมรุกที่รุนแรงและการป้องกันที่เหนียวแน่น เฟเรนซ์วาโรช ที่นำทีมโดย โรบี คีน (Robbie Keane) ตำนานลูกหนังชาวไอริช ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ แม้จะเคยมีผลงานไม่แพ้ใครในรายการนี้มาก่อน
ไฮไลต์เกม: เปิดหัวด้วยโกนโกล จากนั้นถล่มไม่ยั้ง
เกมเริ่มต้นได้อย่างดุเดือด นาทีที่ 17 ไรอัน เยทส์ (Ryan Yates) ส่งบอลครอสต่ำเข้าเขตโทษ บันเซ โอทวอส (Bence Otvos) กองหลังของเฟเรนซ์วาโรช ซัดเข้าประตูตัวเอง (Own Goal) ทำให้เจ้าบ้านนำ 1-0 ทันที กองเชียร์ที่ ซิตี้ กราวด์ ระเบิดความดีใจอย่างสุดเหวี่ยง
เพียง 4 นาทีต่อมา น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ประตูที่สองจากฝีเท้าของ อิกอร์ เฮซุส (Igor Jesus) กองหน้าบราซิลเลี่ยน ที่พุ่งทะลวงเข้าเขตโทษ ก่อนซัดด้วยขวาเต็มแรงบอลเสียบมุมไกลอย่างสวยงาม ผ่านมือผู้รักษาประตู ทำให้สกอร์เป็น 2-0 และเป็นประตูที่ 10 ของเขาในซีซั่นนี้
ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 2-0 โดยเฟเรนซ์วาโรช มีโอกาสจากลูกฮาร์ดเดอร์ของ คริสโตเฟอร์ ซาคาเรียสเซ่น (Kristoffer Zachariassen) ที่ชนเสาอย่างน่าเสียดาย แต่ไม่สามารถพลิกเกมได้
ครึ่งหลัง: เฮซุส ซัดแบริซ เสริมความสะใจ
กลับมาในครึ่งหลัง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยังคงครองเกมเหนือกว่า นิโคลัส โดมิงเกซ (Nicolas Dominguez) เกือบได้ประตูที่สาม แต่ลูกฮาร์ดเดอร์ชนเสา ในนาทีที่ 55 อิกอร์ เฮซุส มาปิดทองอีกครั้ง รับบอลยาวจาก อิบราฮิม ซังกาเร (Ibrahim Sangare) ก่อนพุ่งทะลวงแนวรับ แล้วซัดเต็มแรงเข้าไปตุงตาข่าย ทำให้สกอร์ขยายเป็น 3-0 และเป็นประตูที่ 11 ของฤดูกาล รวมถึง 6 ประตูในยูโรปาลีก
ช่วงท้ายเกม เฟเรนซ์วาโรช พยายามโต้กลับแต่ไร้พลัง ในนาทีที่ 88 โอทวอส ทำฟาวล์ นอยเย่ (Ndoye) ในเขตโทษ นำไปสู่จุดโทษ เจมส์ แมคอาที (James McAtee) ที่เพิ่งย้ายมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รับหน้าที่สังหาร และยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูแรกของเขาให้กับฟอเรสต์ ปิดสกอร์ 4-0
สถิติทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์
| รายการ | ค่า |
|———————|————–|
| การครองบอล | 58% |
| ยิงเข้ากรอบ | 7 |
| ยิงทั้งหมด | 14 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 85% |
| ฟาวล์ | 12 |
| การเตะมุม | 6 |
| การเซฟ | 3 |
| การ tackling สำเร็จ | 18 |
ทีมชุดนี้เล่นด้วยระบบ 4-2-3-1 โดยมี อิกอร์ เฮซุส เป็นจุดเด่นที่สร้างความอันตรายตลอดเกม ไรอัน เยทส์ และ อิบราฮิม ซังกาเร คุมกลางได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่แนวรับนำโดย มูริลโล่ (Murillo) และ โอลลี่ อาร์บลาสเตอร์ (Ollie Arblaster?) ปิดช่องทางได้ดี
สถิติทีม เฟเรนซ์วาโรช
| รายการ | ค่า |
|———————|————–|
| การครองบอล | 42% |
| ยิงเข้ากรอบ | 2 |
| ยิงทั้งหมด | 8 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 78% |
| ฟาวล์ | 14 |
| การเตะมุม | 4 |
| การเซฟ | 5 |
| การ tackling สำเร็จ | 12 |
เฟเรนซ์วาโรช เล่นด้วยระบบ 4-3-1-2 แต่ถูกกดดันหนักตั้งแต่ต้นเกม โอกาสสร้างสรรค์น้อยมาก และแนวรับที่ผิดพลาดนำไปสู่โกนโกลและจุดโทษ ผู้จัดการทีม โรบี คีน ต้องหาทางปรับปรุงก่อนลงเพลย์ออฟ
สรุป: ก้าวสำคัญสู่รอบน็อกเอาต์
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปิดท้ายรอบลีกเฟสอย่างสวยงาม แต่ยังสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะและแฟนบอล ก่อนกลับไปลุยพรีเมียร์ลีก ที่ฟอเรสต์กำลังลุ้นหนีโซนตกชั้น อิกอร์ เฮซุส กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงในยุโรป ขณะที่ เจมส์ แมคอาที แสดงศักยภาพในฐานะตัวสำรอง
สำหรับเฟเรนซ์วาโรช ต้องรีเซ็ตทีมให้เร็วที่สุด เพื่อลุ้นในรอบเพลย์ออฟเช่นกัน เกมนี้พิสูจน์แล้วว่า ประสบการณ์จากพรีเมียร์ลีกและความดุดันในบ้าน ยังคงเป็นจุดแข็งของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเวทียุโรป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
แอสตัน วิลล่า พลิกเกมกลับมาชนะ RB ซัลซ์บวร์ก 3-2 ด้วยดราม่าปลายเกม!
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoIเชียงราย สิงห์ พาร์ค ขอเชิญท่านมาเยี่ยมชม International Balloon Fiesta 2026
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
ญาติช็อก จัดงานศพไปแล้ว หนุ่มเชียงรายวัย 48 กลับมาปรากฏตัวต่อหน้า
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ตำรวจชายแดนเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด หลังไล่ล่ารถยนต์
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
นักเรียนชั้น ม.1 หวาดกลัวสุดขีด หลังถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแกและดูถูกเหยียดหยามที่โรงเรียน












