สุขภาพและการแพทย์
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ – โพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จำนวนเล็กน้อยในรัฐเวสต์เบงกอลของอินเดีย ทำให้คนไทยบางส่วนกังวล แต่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเน้นย้ำว่ายังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในขณะนี้
กรมควบคุมโรค (DDC) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ พร้อมย้ำว่าประเทศมีระบบเฝ้าระวังและรายงานโรคต่อเนื่องมายาวนาน
ในการแถลงข่าวช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รองอธิบดี DDC แอร์ริน ไพทิศ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเหตุให้กังวล ไทยติดตามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น นิปาห์ มานานกว่า 20 ปี และไม่เคยพบการติดเชื้อในคน
แม้สถานการณ์ในไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อความปลอดภัย หน่วยงานได้กลับมาใช้มาตรการเฝ้าระวังบางอย่างแบบช่วงโควิด โดยเน้นที่นักเดินทางขาเข้า
กลับมาใช้การคัดกรองที่สนามบินแบบช่วงโควิด
เพื่อลดความเสี่ยงการนำเชื้อเข้าประเทศ สนามบินหลักเริ่มนำเครื่องสแกนอุณหภูมิกลับมาใช้อีกครั้ง จุดสำคัญที่เพิ่มความเข้มคือ สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในกรุงเทพฯ รวมถึงสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินเชียงราย
เจ้าหน้าที่ใช้เครื่อง thermo-scan แบบตรวจจับไข้ร่วมกับแบบฟอร์มสุขภาพ และตรวจอาการเบื้องต้นในกรณีที่ผู้โดยสารดูไม่สบาย อาการที่เน้นสังเกต เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะมาก ไอ และหายใจลำบาก
ที่สนามบินเชียงใหม่ ทีมคัดกรองให้ความสำคัญกับเที่ยวบินจากอินเดียเป็นพิเศษ มีการแจกเอกสารให้ข้อมูล และขอให้ผู้เดินทางรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ส่วนที่เชียงรายซึ่งเป็นประตูสู่พื้นที่ชายแดน และเป็นพื้นที่ที่พบค้างคาวกินผลไม้ได้บ่อย ก็มีการคัดกรองเข้มเช่นกัน โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยทำงานร่วมกับทีมแพทย์ประจำสนามบิน หากพบผู้โดยสารเข้าข่ายป่วย จะมีการแยกประเมินอาการทันที
กระทรวงสาธารณสุขยังเริ่มคัดกรองแบบเจาะจงสำหรับผู้โดยสารจากโกลกาตาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากพบไข้หรืออาการที่สงสัย จะประเมินทันที และส่งตัวอย่างไปตรวจ RT-PCR ที่ National Institute of Health
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลตรวจสามารถทราบได้ภายใน 8 ชั่วโมง ช่วยให้จัดการได้เร็วหากพบผู้ป่วยต้องสงสัย
ไวรัสนิปาห์กับค้างคาวกินผลไม้ในไทย
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกี่ยวข้องกับค้างคาวกินผลไม้ในกลุ่ม Pteropus หรือที่คนไทยคุ้นว่า “ค้างคาวแม่ไก่” ค้างคาวกลุ่มนี้อาจเป็นพาหะได้โดยไม่แสดงอาการ และสามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ
ในประเทศไทยพบค้างคาวกินผลไม้หลายชนิด รวมถึง Pteropus lylei อยู่ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ป่า สวนผลไม้ ไปจนถึงชุมชนชนบท และยังพบในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย
งานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เคยพบแอนติบอดีและสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย โดยมีข้อมูลที่ชี้ไปถึงสายพันธุ์ใกล้เคียงทั้งแบบมาเลเซียและบังกลาเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานในสัตว์ป่า ไทยยังไม่พบการติดเชื้อในคน ผู้เชี่ยวชาญมักอธิบายว่าเกิดจากรูปแบบความเสี่ยงที่ต่างกัน ในบางพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ การระบาดเคยเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำหวานอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาว
หน่วยงานสาธารณสุขยังย้ำถึงเส้นทางเสี่ยงที่เคยพบในการระบาดก่อนหน้า เช่น การสัมผัสใกล้ชิดกับหมูติดเชื้อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการระบาดที่มาเลเซียช่วงปี 1998 ถึง 1999
ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ความเสี่ยงโดยรวมถือว่ายังต่ำ แม้บางพื้นที่จะมีค้างคาวอาศัยใกล้หมู่บ้านหรือสวนสาธารณะในเมืองก็ตาม
องค์การอนามัยโลกจัดให้นิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่ต้องจับตา เพราะในอดีตมีรายงานอัตราเสียชีวิตราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง และยังไม่มียารักษาเฉพาะ โรคมักเริ่มจากไข้ แล้วอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดสมองอักเสบ หมดสติ และเสียชีวิต การระบาดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาอยู่ในบางพื้นที่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำแนะนำสุขภาพ: รับข่าวให้ครบ แต่อย่าตกใจ
หน่วยงานไทยมองว่าเหตุผลที่ยังไม่พบผู้ป่วยในคน มาจากการป้องกันและเฝ้าระวังต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไทยใช้แนวทาง One Health ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เชื่อมงานด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน มีทั้งการเก็บตัวอย่างจากค้างคาว การตรวจติดตามที่เกี่ยวกับปศุสัตว์ และการสื่อสารให้ความรู้ประชาชน
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กล่าวไม่นานมานี้ว่า ไทยนำบทเรียนจากการเฝ้าระวังช่วงโควิดมาใช้เพื่อความพร้อม มาตรการคัดกรองที่เข้มขึ้นเป็นการป้องกันไว้ก่อน ไม่ได้หมายถึงมีภัยคุกคามเฉียบพลัน
รัฐบาลยังขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จ และไม่จำเป็นต้องรีบกักตุนสินค้า ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงควรสังเกตอาการตนเอง 14 วันหลังเดินทางเข้าไทย
ทีมสาธารณสุขยังติดตามสถานการณ์ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงอินเดียที่มีการกักกันบางส่วนหลังพบผู้ป่วยจำนวนจำกัด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสุขภาพระดับภูมิภาค
สรุปตอนนี้ ข้อความสำคัญยังเหมือนเดิม ประเทศไทยมีการคัดกรองที่สนามบินในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ประชาชนควรรักษาสุขอนามัยตามปกติ เลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย และพบแพทย์หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ