ข่าวธุรกิจ
ตั๋วเครื่องบิน เชียงราย กรุงเทพ แบบเข้าใจง่าย เลือกสนามบินให้คุ้ม กดจองให้ไม่พลาด (อัปเดต 2026)
การเดินทางจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯ เหมือนการย่นระยะทางจาก “เหนือสุด” มาสู่ “ศูนย์กลาง” ในเวลาไม่นาน นี่คือเหตุผลที่หลายคนเลือก ตั๋วเครื่องบิน เชียงราย กรุงเทพ มากกว่ารถหรือรถไฟ เพราะบินตรงได้, เที่ยวบินเยอะ, และจัดเวลาได้ยืดหยุ่นกว่ามาก
บทความนี้จะช่วยให้ผู้เดินทางมองภาพรวมได้ไวขึ้น ตั้งแต่เลือกลงสนามบินปลายทางให้เหมาะกับที่พักและภารกิจ, อ่านราคาให้ขาดว่ารวมอะไรแล้วบ้าง, เลือกช่วงเวลาที่มักถูกกว่า, ไปจนถึงเช็กลิสต์ก่อนกดจ่ายเงิน เพื่อลดโอกาสเสียเงินเพิ่มแบบไม่จำเป็น
ตั๋วเครื่องบิน เชียงราย กรุงเทพ มีตัวเลือกอะไรบ้าง (สายการบิน สนามบิน เวลาเดินทาง)
เส้นทางเชียงรายไปกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางยอดนิยมของเที่ยวบินภายในประเทศ จุดเริ่มคือสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) และปลายทางที่พบบ่อยคือดอนเมือง (DMK) หรือสุวรรณภูมิ (BKK)
เวลาบินของไฟลต์ตรงโดยมากอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง 25 นาที ซึ่งพอๆ กับการดูซีรีส์หนึ่งตอนแบบยังไม่ทันอินก็ถึงแล้ว และเพราะเส้นทางนี้มีเที่ยวบินจำนวนมากในแต่ละวัน (พบได้ระดับประมาณ 10 ถึง 15 เที่ยวต่อวันในภาพรวม) ผู้เดินทางจึงเลือกเวลาเช้า บ่าย หรือเย็นได้ตามจังหวะชีวิต
สิ่งที่ควรคิดก่อนเลือกไฟลต์ไม่ใช่แค่ “ตั๋วถูกสุด” แต่คือ “ลงสนามบินไหนแล้วไปต่อยังไง” เพราะค่าเดินทางเข้าเมือง, เวลารถติด, และจุดหมายจริงในกรุงเทพฯ อาจทำให้ตั๋วที่ดูถูกกว่า กลายเป็นแพงกว่าเมื่อรวมทั้งหมด
บินจากสนามบินเชียงราย (CEI) ไปลงดอนเมือง (DMK) หรือสุวรรณภูมิ (BKK) เลือกแบบไหนคุ้มกว่า
ดอนเมือง (DMK) มักเหมาะกับคนที่อยากมีตัวเลือกไฟลต์เยอะ และอยากกดตั๋วราคาประหยัด เพราะสายการบินโลว์คอสต์จำนวนมากใช้สนามบินนี้เป็นหลัก ตารางบินจึงถี่กว่าในหลายวัน และมักมีตัวเลือกช่วงเวลาให้เลือกมาก
สุวรรณภูมิ (BKK) มักเหมาะกับคนที่ต้องต่อรถไฟฟ้า Airport Rail Link, ต่อเครื่องไปต่างประเทศ, หรือมีธุระและที่พักฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และโซนใกล้สนามบิน เสน่ห์ของ BKK คือความสะดวกของการต่อการเดินทางบางรูปแบบ แม้ตัวเลือกเที่ยวบินในบางช่วงจะไม่เยอะเท่า DMK
สรุปให้จำง่ายคือ ถ้าต้องการตัวเลือกเยอะและเน้นประหยัด DMK มักตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าต้องต่อไฟลต์หรืออยากสะดวกกับโซนสนามบินสุวรรณภูมิ BKK ก็อาจคุ้มกว่าเมื่อคิดทั้งทริป
สายการบินที่พบบ่อยในเส้นทางเชียงราย-กรุงเทพ และแนวทางเลือกให้เหมาะกับสไตล์เดินทาง
ในปี 2026 สายการบินที่พบได้บ่อยบนเส้นทางนี้มักเป็นกลุ่มโลว์คอสต์และสายการบินที่มีเครือข่ายภายในประเทศ เช่น Thai AirAsia, Nok Air, Thai Lion Air, และ Thai Vietjet Air (โดยปลายทางอาจต่างกันตามสายการบินและตารางบินของวันนั้น)
แนวทางเลือกให้เข้ากับสไตล์การเดินทางควรดูเป็นชุด ไม่ใช่ดูแค่ชื่อสายการบิน เช่น
- ถ้าถือกระเป๋าใบเล็กและไม่ซีเรียสเรื่องที่นั่ง ค่าโดยสารเริ่มต้นมักน่าสนใจ แต่ต้องยอมรับว่า “บริการเสริม” จะเป็นตัวกำหนดราคาสุดท้าย
- ถ้าต้องโหลดกระเป๋า ควรเทียบน้ำหนักที่รวมมากับตั๋วตั้งแต่แรก เพราะบางครั้งซื้อเพิ่มทีหลังแพงกว่า
- ถ้าทริปมีความเสี่ยงต้องเลื่อนวัน (เช่น งานนัดไม่แน่นอน) ควรดูเงื่อนไขเปลี่ยนเที่ยวบินและค่าธรรมเนียมให้ชัด
หลายคนพลาดตรงนี้ เพราะเห็นราคาหน้าแรกแล้วรีบกด แต่พอรวมกระเป๋าและที่นั่ง ราคากระโดดขึ้นทันที
ราคาเที่ยวบินเชียงราย-กรุงเทพ ล่าสุดปี 2026 และอะไรทำให้แพงหรือถูก
ราคาตั๋วเส้นทางนี้ขึ้นลงเร็วตามวันและจำนวนที่นั่งที่เหลือ โดยภาพรวมในช่วงต้นปี 2026 พบราคา เที่ยวเดียว ระดับเริ่มต้นได้ประมาณ 850 ถึง 1,000 บาท ในบางวัน (โดยมากเป็นราคาโปรเมื่อจองล่วงหน้า) และ ไปกลับ มักเริ่มแถว 1,700 ถึง 1,800 บาท ก่อนรวมบริการเสริมบางอย่าง
ตัวแปรหลักที่ทำให้ราคาแกว่งมีไม่กี่ข้อ แต่ส่งผลแรง
ฤดูกาลและวันหยุด: ช่วงท่องเที่ยวหรือวันหยุดยาวมักแพงขึ้นตามความต้องการ
เวลาบิน: เช้ามากหรือเย็นที่คนแย่งกันมักราคาสูงกว่าเวลาที่คนเลือกน้อย
ความใกล้วันเดินทาง: จองใกล้วัน โอกาสเจอราคาดีจะยากขึ้น
บริการเสริม: โหลดกระเป๋า, เลือกที่นั่ง, และค่าธรรมเนียมจ่ายเงิน คือจุดที่ทำให้ “ราคาสุดท้าย” ต่างจาก “ราคาเริ่มต้น”
เดือนไหนมักถูกสุด และเดือนไหนควรเลี่ยงถ้าอยากประหยัด
ถ้าดูตามพฤติกรรมตลาดของเส้นทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วงที่มักหาตั๋วถูกได้ง่ายกว่าคือ สิงหาคมถึงกันยายน เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซันในหลายพื้นที่
ส่วน มกราคม มักแพงกว่า โดยเฉพาะช่วงหลังปีใหม่ไปจนถึงจังหวะท่องเที่ยวต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่คนเดินทางหนาแน่นกว่าเดือนไม่พีก
วิธีง่ายๆ ที่ช่วยได้จริงคือ “ขยับวัน” แค่ 1 ถึง 3 วัน บางครั้งต่างกันเหมือนราคาคนละโลก โดยเฉพาะถ้าขยับจากศุกร์หรืออาทิตย์ไปเป็นอังคารหรือพุธ
อ่านราคาตั๋วให้ขาด: ค่าโดยสารจริงรวมอะไรบ้าง (กระเป๋า ที่นั่ง ชำระเงิน)
ราคาที่เห็นหน้าแรกบนเว็บจองหรือแอปเปรียบเทียบ มักเป็นราคาพื้นฐาน ผู้เดินทางควรไล่เช็กก่อนจ่ายเงินจริงทุกครั้งว่า “รวมอะไรแล้วบ้าง” เช่น
- สัมภาระ: รวมแค่ถือขึ้นเครื่องหรือมีโหลดใต้ท้องเครื่องด้วย
- ที่นั่ง: เลือกที่นั่งฟรีหรือคิดเงินเพิ่ม (โดยเฉพาะที่นั่งหน้าๆ)
- ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน: บางช่องทางมีค่าธรรมเนียมตามบัตรหรือวิธีจ่าย
- เงื่อนไขเลื่อนหรือคืนเงิน: ตั๋วราคาถูกมากบางแบบเปลี่ยนยากและเสียค่าธรรมเนียมสูง
สำหรับคนที่อยู่สหรัฐฯ แล้วจองตั๋วกลับไทยด้วยบัตรต่างประเทศ ยังควรเผื่อเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมต่างประเทศของบัตรด้วย เพื่อไม่ให้ยอดสุดท้ายสูงกว่าที่คิด
วิธีจองตั๋วเครื่องบิน เชียงราย กรุงเทพ ให้ได้ดีลที่เหมาะ (ไม่ต้องรอลุ้น)
เส้นทางนี้มีเที่ยวบินจำนวนมากต่อสัปดาห์ จึงไม่จำเป็นต้อง “เสี่ยงรอ” อย่างเดียว ถ้ารู้วิธีเลือกให้เป็น ระบบก็เหมือนตลาดที่มีของหลายแผง คนซื้อที่ใจเย็นมักได้ของตรงใจ
ขั้นตอนสั้นๆ ที่ช่วยให้ตัดสินใจไวและพลาดน้อยลงคือ
- กำหนดวันเดินทางแบบมีช่วงสำรอง (ถ้าเป็นไปได้)
- เลือกสนามบินปลายทางให้เข้ากับแผนในกรุงเทพฯ
- เทียบราคารวมบริการเสริมให้เท่ากันก่อนค่อยตัดสินใจ
- อ่านเงื่อนไขเปลี่ยนเที่ยวบิน ถ้าทริปมีโอกาสเลื่อน
เปรียบเทียบราคาหลายเว็บอย่างเร็ว และเช็คให้ตรงกันก่อนจอง
คนที่อยากเช็คตารางบินให้ชัวร์ก่อนเลือกเวลา สามารถดูภาพรวมเที่ยวบินขาเข้าและขาออกได้จากแหล่งที่รวมข้อมูลไว้ เช่น ตารางเที่ยวบินขาเข้าขาออกของสนามบินเชียงราย (CEI) บน Skyscanner แล้วค่อยเทียบกับหน้าเว็บจองที่ต้องการอีกครั้ง
หลักสำคัญของการเทียบราคาไม่ใช่เปิดหลายเว็บแล้วดูตัวเลขอย่างเดียว แต่ต้องเช็คให้ “ตรงกัน” ใน 4 จุดนี้เสมอคือ เวลาออกเดินทาง, สนามบินปลายทาง (DMK หรือ BKK), น้ำหนักกระเป๋า, และยอดรวมสุดท้ายหลังเลือกบริการเสริม
เช็กลิสต์ก่อนกดจ่ายเงิน: ชื่อผู้โดยสาร เอกสาร เวลาเช็คอิน และเงื่อนไขเปลี่ยนเที่ยวบิน
ความผิดพลาดเล็กๆ ในขั้นตอนจ่ายเงิน มักกลายเป็นค่าแก้ไขที่แพงกว่าตั๋วต่างกันหลายร้อยบาท สิ่งที่คนพลาดบ่อยมีไม่กี่อย่าง
- ชื่อและนามสกุล ต้องตรงกับบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต (รวมถึงคำนำหน้า ถ้าระบบบังคับ)
- วันและไฟลต์ ตรวจซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะคนจองข้ามเขตเวลา
- เวลาเช็คอิน และกฎสัมภาระของไฟลต์นั้นๆ
- เงื่อนไขเลื่อนหรือยกเลิก อ่านค่าธรรมเนียมให้เข้าใจ ก่อนตัดสินใจจ่าย
ถ้าเช็คครบ โอกาสเจอปัญหาหน้างานจะลดลงมาก
สรุป
เส้นทาง ตั๋วเครื่องบิน เชียงราย กรุงเทพ เป็นตัวเลือกที่คนใช้บ่อยเพราะบินตรง, ใช้เวลาไม่นาน, และมีเที่ยวบินให้เลือกหลายช่วงเวลา ความคุ้มของทริปมักเกิดจาก 3 เรื่องง่ายๆ คือเลือกสนามบินปลายทางให้เหมาะกับแผน, ดูราคาที่รวมบริการเสริมแล้วจริงๆ, และเทียบเงื่อนไขก่อนกดจองทุกครั้ง
ถ้าผู้เดินทางยืดหยุ่นวันไปกลับได้อีกนิด และพร้อมขยับเวลาเล็กน้อย โอกาสเจอราคาดีจะเพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัด และทริปจากเชียงรายสู่กรุงเทพฯ ก็จะเริ่มต้นแบบสบายใจกว่าเดิมตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่องบินเลย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รองประธานสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่รู้สึกตกใจกับกรณีนักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติสวมชุดบิกินีอยู่หน้าวัด ไร้ยางอายจริงๆ
ข่าวธุรกิจ
กรมศุลกากรจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าออนไลน์ในอัตรา 1 บาท ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป
กรุงเทพฯ – กรมศุลกากรไทยจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ที่มีมูลค่าต่ำ เริ่มต้นที่ 1 บาท ในปี 2569
กรมศุลกากรไทยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 5 ราย เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านออนไลน์ และเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ซึ่งเท่ากับยุติการยกเว้นอากรสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำที่ใช้มานาน
อธิบดีกรมศุลกากร พันตำรวจโท พันธง ลอยกุลนันท์ ระบุว่า กติกาใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 และจะมาแทนเกณฑ์เดิมที่ยกเว้นอากรสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เขากล่าวว่าช่องว่างนี้ทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาต่ำกว่า และกระทบผู้ประกอบการไทย
แพลตฟอร์มที่ร่วมลงนาม ได้แก่ Lazada, Shopee Thailand, SHEIN, TikTok Shop Thailand และ TEMU
หน่วยงานประเมินว่าในปี 2026 จะมีพัสดุนำเข้าประมาณ 250 ล้านชิ้น มูลค่ารวมมากกว่า 45,000 ล้านบาท (ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานการนำเข้า เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
พันธงกล่าวว่า การเก็บภาษีครั้งใหม่นี้จะครอบคลุมสินค้าเกือบทั้งหมดที่เคยได้ประโยชน์จากการยกเว้น โดยปีที่แล้วเพียงปีเดียว สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมีมูลค่าราว 30,000 ล้านบาท หรือประมาณ 150 ถึง 160 ล้านชิ้น
มาตรการนี้คาดว่าจะเพิ่มรายได้ภาษีราว 3,000 ล้านบาทต่อปี แต่เป้าหมายหลักคือช่วยลดความเสียเปรียบด้านราคาของผู้ประกอบการในประเทศ เมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าที่ไม่ถูกเก็บอากร
โครงสร้างภาษีใหม่ สินค้ามูลค่าต่ำจำนวนมากอยู่ในกลุ่มแฟชั่น
เสื้อผ้าและรองเท้าจะถูกเก็บอากรราว 30% กระเป๋าราว 20% ส่วนสินค้าอื่น ๆ จะคิดตามพิกัดศุลกากรของแต่ละประเภท โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10% ถึง 20% ขึ้นกับชนิดและวัสดุ
ศุลกากรยังระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากตลาด โดยกรมจะส่งรายชื่อสินค้าควบคุมให้แพลตฟอร์ม เพื่อคัดกรองสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น การอนุมัติจาก อย. หรือมาตรฐานจาก สมอ. ให้ได้ตั้งแต่ก่อนนำมาขาย
ในด้านการชำระเงิน แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะรวมภาษีและอากรไว้ในราคาที่แสดง ทำให้ผู้ซื้อจ่ายครั้งเดียวก่อนจัดส่ง ส่วนพัสดุที่ส่งผ่านไปรษณีย์ไทยอาจยังมีการเรียกเก็บอากรตอนส่งมอบได้
พันธงกล่าวว่า เมื่อแพลตฟอร์มร่วมมือกันตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดภาระการตรวจที่ด่านศุลกากร และทำให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้มองแค่รายได้ แต่ต้องการสร้างระบบการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และอยู่บนกฎหมายในระยะยาว
ด้าน ธมกร ศุภธนารังศรี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ Lazada Thailand กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนสำคัญมาก เพราะต้องใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน แพลตฟอร์มไม่สามารถจัดการทุกประเด็นด้านกฎระเบียบได้ลำพัง และต้องทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อให้การเติบโตเป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค
เขายอมรับว่าผู้ขายบางรายอาจได้รับผลกระทบในช่วงเริ่มปรับตัว แต่ระยะยาวจะเป็นผลดี เพราะทุกฝ่ายอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และช่วยให้ระบบการซื้อขายปลอดภัยขึ้น พร้อมเสริมว่า Lazada ได้สื่อสารกับผู้ขายและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนเริ่มใช้จริงในเดือนมกราคม 2026
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
การโจมตีจากกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นในจังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย
ข่าวธุรกิจ
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์: คนรุ่นใหม่เลือกเช่ามากกว่าซื้อ หลังจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่งสูงถึง 40%
เชียงราย – ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังถูกกดดันจากหลายด้าน หนี้ครัวเรือนยังสูง ธนาคารเข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้การขอสินเชื่อบ้านถูกปฏิเสธในระดับน่ากังวล โดยเฉลี่ยราว 40% ของผู้ยื่นกู้ไม่ผ่าน และในกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราถูกปฏิเสธอาจพุ่งได้ถึง 70%
ความตึงตัวด้านเงินกู้ทำให้มุมมองเรื่องที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials จำนวนมากหันไปเลือกเช่าแทนซื้อ ข้อมูลชี้ว่ามีมากกว่า 66% ที่ตัดสินใจเช่า เพราะอยากย้ายที่อยู่ได้ง่ายกว่า และไม่อยากผูกมัดกับภาระระยะยาวในช่วงเศรษฐกิจยังไม่นิ่ง
ฝั่งผู้พัฒนาโครงการก็ต้องปรับตัว หลายรายหันไปเน้นยูนิตระดับบน หรือทำโครงการที่รองรับการปล่อยเช่ามากขึ้นเพื่อพยุงยอดขาย สำหรับหลายครอบครัว เป้าหมาย “มีบ้านเป็นของตัวเอง” เริ่มไกลออกไป และภาพของไทยกำลังขยับเข้าใกล้สังคม “Generation Rent” มากขึ้น
ข้อมูลที่เผยแพร่โดย LWS Wisdom and Solution สะท้อนภาพเดียวกัน คนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือกเช่าแทนซื้อ แม้คนรายได้ระดับกลางยังอยากมีบ้าน แต่สภาพเศรษฐกิจและเงื่อนไขสินเชื่อทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ง่าย
3 เหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนซื้อบ้านไม่ไหวในไทย
- รายได้ดูมั่นคง แต่ธนาคารยังไม่อนุมัติ
อัตราปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น โดยเฉพาะบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งควรเป็นช่วงราคาของผู้ซื้อบ้านหลังแรก แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกปฏิเสธมากที่สุด หนี้ครัวเรือนสูง และเกณฑ์ตรวจสอบเข้มขึ้น ทำให้หลายคนไม่ผ่านการประเมินความสามารถในการผ่อน - ราคาบ้านขึ้นเร็วกว่าเงินเดือน
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มเฉลี่ยราว 3 ถึง 4% ต่อปี บ้านที่เคยราคา 1,000,000 บาท ขยับมาแถว 1,280,000 บาท เพิ่มเกือบ 300,000 บาท แต่รายได้ของหลายอาชีพโตไม่ทัน ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกเหมือนวิ่งไล่ราคาที่หนีไปเรื่อยๆ - ค่าเช่าไม่ได้ขึ้นตามราคาขาย บางพื้นที่ยังลดลง
ในย่าน CBD ของกรุงเทพฯ ค่าเช่าคอนโดปี 2024 ลดลงราว 3.5 ถึง 4.5% ขณะที่ราคาขายยังสูงขึ้น ค่าเช่ารายเดือนจึงดูเบากว่าค่างวด โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นลงได้ การเช่าจึงกลายเป็น “แผนหลัก” ของหลายคน ไม่ใช่แค่ทางผ่านก่อนซื้อ
การเลือกเช่าในมุมหนึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพราะช่วยเลี่ยงหนี้ที่เกินตัว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณว่า หลายครัวเรือนกำลังถูกผลักออกจากโอกาสสะสมทรัพย์สินระยะยาว
วงจรความกังวลทางการเงิน เมื่อคนทั้งประเทศชะลออนาคต
ผลสำรวจ Ipsos ชุด “What Worries Thailand? H2 2025” (กลุ่มตัวอย่างราว 500 คน อายุ 20 ถึง 74 ปี) สะท้อนความกังวลที่ลึกกว่าตัวเลขตลาดบ้าน
ประเด็นสำคัญจากผลสำรวจ
- 76% มองว่าไทยอยู่ในภาวะถดถอย
- 52% ไม่มั่นใจจะซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถ (เพิ่มจากปีก่อน)
- 48% ไม่มั่นใจเรื่องการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เกษียณหรือการศึกษาลูก
เกือบ 4 ใน 10 บอกว่าถ้าเลือกได้ อยากเกิดในปี 1975 มากกว่า เพราะรู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นง่ายและมั่นคงกว่า ภาพนี้สะท้อนความอึดอัดของคนจำนวนมากที่รู้สึกติดอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน
ตัวเลขที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานเศรษฐกิจและเครดิตบูโรยิ่งทำให้เห็นแรงกดดันชัดขึ้น
- หนี้ส่วนบุคคลค้างชำระเกิน 90 วัน รวมราว 1.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6.9% เมื่อเทียบรายปี
- กรมบังคับคดีมีบ้านถูกยึดประกาศขายทอดตลาด 67,641 หลัง เพิ่มขึ้น 210% มูลค่ารวมมากกว่า 120,000 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชีวิตจริง หลายบ้านลดการใช้จ่าย เลื่อนซื้อบ้าน เลื่อนซื้อรถ และบางคนชะลอการเริ่มต้นครอบครัว
เศรษฐกิจภาพรวมก็ยังอ่อนแรง GDP ไตรมาส 3 ปี 2025 โตเพียง 1.2% และมีการเตือนจากสำนักวิจัยบางแห่ง รวมถึง SCB EIC ถึงความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค โดยอัตราเติบโตทั้งปีอาจต่ำกว่า 1%
เมื่อรายได้ไม่แน่นอน คนก็ชะลอการซื้อของชิ้นใหญ่ ยอดขายตก ธุรกิจชะลอลงทุน การจ้างงานช้าลง รายได้ครัวเรือนไม่ขยับ ความกังวลก็ยิ่งวนกลับมาเป็นวงจร ซึ่งถูกเรียกว่า Financial Fear Loop
เชียงรายจากเมืองชายแดน สู่ศูนย์กลางโอกาสรอบใหม่
แม้ภาพรวมประเทศจะระมัดระวัง แต่ เชียงราย ในปี 2025 ถูกจับตาในฐานะพื้นที่ที่อาจมีจังหวะใหม่ให้ตลาดอสังหาฯ
1) รถไฟทางคู่ เด่นชัย, เชียงราย, เชียงของ
โครงการเส้นทางหลักในล้านนาตะวันออก ระยะทางมากกว่า 323 กิโลเมตร วงเงินลงทุนราว 72,920 ถึง 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้าในปี 2025 ถูกรายงานที่ประมาณ 41 ถึง 46% และคาดว่าจะเปิดบริการในปี 2028 โครงการนี้ถูกมองว่าจะช่วยลดเวลาเดินทาง และเพิ่มบทบาทเชียงรายในฐานะจุดเชื่อมโลจิสติกส์และการค้าชายแดนในกลุ่ม GMS
ผลข้างเคียงที่เห็นได้ชัดคือราคาที่ดินรอบแนวสถานีราว 26 จุด ขยับขึ้นแรง บางรายงานระบุว่าแปลงหน้าสถานีบางแห่งขึ้นได้ถึง 10 เท่า จากราคาประเมินเดิม
2) ราคาที่ดินและศักยภาพทำเลในเชียงราย
ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ช่วง 2023 ถึง 2026 วางกรอบเชียงรายไว้ราว 175 ถึง 85,000 บาทต่อตารางวา โดยรวมยังต่ำกว่าเมืองใหญ่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ แต่ในบางโซน ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมิน 20 ถึง 300% และทำเลเด่นบางจุดมีรายงานว่าขึ้นราว 5 ถึง 15% ต่อปี
โซนที่ถูกพูดถึงมากขึ้น
- แม่กรณ์ โซนธุรกิจสำคัญ ใกล้ Central, HomePro และย่านพาณิชย์หลัก
- บ้านดู่ ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัย เหมาะกับตลาดเช่านักศึกษาและบุคลากรสายแพทย์
- ริมกก ทำเลริมน้ำ บรรยากาศพรีเมียม เป็นที่สนใจของผู้เกษียณและคนรายได้สูงที่มองหาบ้านหลังที่สอง
- ถนนเวียงบูรพา (บายพาส) เส้นทางหลักสำหรับโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พื้นที่มาก แต่ยังเข้าเมืองได้สะดวก
ภาพของเชียงรายจึงเริ่มถูกมองใหม่ ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวเหนือสุดของประเทศตามที่คุ้นกัน แต่กำลังถูกวางให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ที่โตตามโครงสร้างพื้นฐาน (รายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้)
ดอกเบี้ยลด ค่าธรรมเนียมถูกลง เป็นช่วงสั้นๆ สำหรับคนที่พร้อมซื้อ
นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน ปี 2025 ยังมีปัจจัยด้านนโยบายที่ทำให้ต้นทุนซื้อบ้านเบาลงช่วงหนึ่ง
- คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ธนาคารทยอยปรับลดอัตราอ้างอิงอย่าง MRR, MLR และ MOR
- ภาครัฐลดค่าธรรมเนียมโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า บ้านราคา 3 ล้านบาท อาจประหยัดค่าธรรมเนียมได้เกือบ 90,000 บาท เมื่อเทียบกับอัตราปกติ และถ้าบ้านอยู่ช่วง 5 ถึง 7 ล้านบาท เงินที่ประหยัดได้อาจแตะหลักแสนหลายแสนบาท ซึ่งนำไปซ่อมแซมหรือเก็บเป็นเงินฉุกเฉินได้
กฎ Loan-to-Value (LTV) ที่ผ่อนคลายขึ้นก็ช่วยอีกทาง บางผลิตภัณฑ์ให้กู้ได้ถึง 100 ถึง 110% ของราคาประเมินสำหรับบ้านหลังแรก ทำให้คนที่ผ่อนไหวแต่มีเงินก้อนไม่มากมีโอกาสขยับเข้าใกล้การซื้อได้
ธนาคารแข่งดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหนักขึ้น
ปี 2025 ผู้ให้กู้ทั้งธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์แข่งกันดึงลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น
Government Housing Bank (GH Bank)
- เสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรกแถว 2.50% และเฉลี่ยราว 3% ในช่วง 3 ปีแรก
- มีโครงการอย่าง “บ้านล้านล้าน, เฟส 3” สำหรับบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ผ่อนได้นานถึง 40 ปี เน้นผู้ซื้อบ้านหลังแรก รายได้ต่ำถึงปานกลาง
Government Savings Bank (GSB)
- มี “GSB Green Home Loan” อัตราปีแรกเริ่มราว 1.89% และเฉลี่ย 3 ปีแรกประมาณ 2.65 ถึง 2.89%
- บางกรณีให้วงเงินกู้ได้ถึง 110% ของราคาประเมินในช่วงบ้าน 3 ถึง 7 ล้านบาท
ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ เช่น Siam Commercial Bank, Kasikornbank, Krung Thai Bank, Bangkok Bank, Bank of Ayudhya และรายอื่นๆ ก็ทำโปรโมชันอัตราปีแรกต่ำ (บางช่วงต่ำกว่า 2%) พร้อมสื่อสารค่างวดปีแรกประมาณ 3,000 บาทต่อเงินกู้ 1 ล้านบาท หรืออัตราเฉลี่ย 3 ปีแรกในช่วง 2.8 ถึง 3.4%
อย่างไรก็ตาม อัตราโปรไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ผู้กู้ต้องดูเงื่อนไขหลังปีที่ 3 เพราะหลายสินเชื่อจะกลับไปผูกกับ MRR หรือ MLR ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นความเสี่ยงคือ
- กู้ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3% ผ่อน 30 ปี ค่างวดช่วงแรกอาจราว 15,800 บาทต่อเดือน
- หลังหมดโปร ถ้าอัตราดอกเบี้ยขยับไปแถว 6.5% ค่างวดอาจขึ้นเป็นราว 24,500 บาทต่อเดือน
ส่วนต่างเกือบ 9,000 บาท ต่อเดือนกระทบชีวิตประจำวันทันที หลายคนพลาดตรงนี้ตอนเซ็นสัญญา หากไม่มีแผนรีไฟแนนซ์หรือขอต่ออัตราพิเศษ (retention rate)
อสังหาฯ เชียงราย จากบ้านแนวราบสู่คอนโดที่ปล่อยเช่าได้
ผู้พัฒนาโครงการในเชียงราย ทั้งรายใหญ่จากส่วนกลางและผู้ประกอบการท้องถิ่น เริ่มปรับตามดีมานด์ที่เปลี่ยนไป
- กลุ่มระดับประเทศ เช่น CPN Residence, Supalai และรายอื่นๆ เปิดโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และบ้านระดับพรีเมียมในโซนแม่กรณ์ บ้านดู่ และแนวบายพาส กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวในพื้นที่และคนต่างจังหวัดที่มองหาบ้านหลังที่สอง
- ผู้พัฒนาในพื้นที่อย่าง Sinthanee Property ใช้ความเข้าใจทำเลและแคมเปญโปรโมชันหนัก เช่น ชุดเครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ฟรี และบัตรกำนัลมูลค่าสูง เพื่อช่วยให้คนที่ลังเลระหว่างเช่ากับซื้อกล้าตัดสินใจ
ฝั่งคอนโด เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นในทำเลใกล้เมืองและใกล้ศูนย์การค้า ปล่อยเช่าได้กับพนักงานเอกชน ข้าราชการ และผู้พักระยะยาว บางโครงการมีการประเมินว่าให้ผลตอบแทนค่าเช่าแบบขั้นต้น (gross rental yield) ราว 7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายจังหวัดใหญ่
เมื่อเทียบกับบ้านแนวราบที่ต้องใช้เงินดาวน์และภาระรายเดือนสูงกว่า คอนโดใจกลางเมืองเชียงรายจึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ และอยากกระจายออกจากกรุงเทพฯ
คนไทยกำลังเช่าต่อ หรือรอให้พร้อมก่อนซื้อ
ภาพใหญ่ของปี 2025 ไม่ได้มีแค่ “ซื้อหรือไม่ซื้อ” แต่รวมถึง “ซื้อที่ไหน ซื้อเมื่อไหร่” และ “โครงสร้างหนี้แบบไหนที่ปลอดภัย”
สำหรับคนที่รายได้ไม่นิ่ง หรือมีหนี้หมุนเวียนสูง การเช่าต่ออาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในระยะสั้น เพราะช่วยรักษากระแสเงินสดและลดความกดดันช่วงเศรษฐกิจยังผันผวน
สำหรับคนที่พร้อม มีรายได้สม่ำเสมอ หนี้เดิมอยู่ในระดับรับได้ และตั้งใจถือทรัพย์สินระยะยาว เชียงรายอาจเป็นจุดที่น่าสนใจจากปัจจัยหนุนหลายด้าน เช่น
- ดอกเบี้ยต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า
- ค่าธรรมเนียมรัฐลด ช่วยประหยัดได้ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน
- โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มีผลต่อมูลค่าที่ดินในอนาคต
- ตลาดเช่าที่โตในบางทำเล
การตัดสินใจที่ดีมาจากตัวเลขจริง ไม่ใช่กระแส และไม่ใช่ความกลัว การประเมินรายได้ ความมั่นคงงาน ภาระหนี้ และแนวโน้มพื้นที่เป็นเรื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
วิกฤตระดับประเทศ โอกาสระดับเมือง เชียงรายอยู่ในจุดตัดสำคัญ
ประเทศไทยในปี 2025 กำลังเผชิญวงจรความกังวลทางการเงิน หลายคนเลื่อนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ บ้านที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง กลับกลายเป็นความเสี่ยงที่หลายคนไม่อยากรับ อัตราปฏิเสธสินเชื่อที่ประมาณ 40% หนี้ค้างชำระระดับล้านล้าน และบ้านถูกยึดกว่า 67,000 หลัง ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือภาพครอบครัวที่กำลังตึงมือ
ขณะเดียวกัน เชียงรายกำลังเปลี่ยนเร็ว รถไฟทางคู่กำลังสร้างเครือข่ายขนส่ง ราคาที่ดินตอบรับ และดอกเบี้ยต่ำพร้อมมาตรการลดค่าธรรมเนียม ทำให้เกิดช่วงเวลาสั้นๆ ที่เอื้อต่อคนที่เตรียมตัวมาดี
คำตอบไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนควรเช่าต่ออย่างมีแผนเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน บางคนอาจเลือกซื้อในจังหวะที่เหมาะ มองเชียงรายเป็นที่อยู่อาศัย เมืองเกษียณ หรือการลงทุน
สิ่งสำคัญคือไม่ตัดสินใจด้วยความกลัวล้วนๆ หรือหวังล้วนๆ ควรใช้เงื่อนไขสัญญา งบจริง และแผนระยะยาวเป็นตัวนำ เพื่อให้ความฝันเรื่องบ้านยังพอเอื้อมถึงได้
แหล่งที่มา: Nakorn Chiang Rai
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ประปาเชียงรายเปิดใช้ระบบกำจัดสารหนู มั่นใจน้ำยังปลอดภัย
ทักษิณ ชินวัตร รณรงค์หาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ก่อนเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย
ข่าวธุรกิจ
มาสด้า ประเทศญี่ปุ่น แต่งตั้ง นายธีรพงศ์ พุ่มพงศ์พันธุ์ ดำรงตำแหน่งประธาน บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
กรุงเทพฯ – 7 มกราคม 2568 – มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ประกาศแต่งตั้ง นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (President & CEO) บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีบทบาทสำคัญในการบริหารองค์กรมาสด้ามายาวนาน สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนนับตั้งแต่ร่วมงานกับมาสด้า เมื่อปี พ.ศ. 2550 เริ่มจากการเป็นผู้ร่วมพัฒนารถยนต์มาสด้าในตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ฝ่ายการตลาด สั่งสมประสบการณ์กว่า 18 ปี บริหารงานครบทุกฟังก์ชั่น สร้างผลงานความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะการเปิดตัวมาสด้า2 ได้รับความนิยมสูงสุดจนสามารถก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ ครองแชมป์ทำสถิติยอดขายสูงสุด 3 ปีติดต่อกัน รวมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบริษัทแม่ ประเทศญี่ปุ่น ขยายการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์นั่ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์ และเกียร์อัตโนมัตินอกประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกในประเทศไทย ผลักดันโครงการขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจมาสด้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลา 18 ปี นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารองค์กรมาสด้า ทั้งส่วนงานวางแผนด้านผลิตภัณฑ์ การวางกลยุทธ์การตลาด ส่งเสริมการขาย การพัฒนาผู้จำหน่าย การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว และส่วนอื่นๆ อย่างรอบด้าน ถือเป็นผู้บริหารที่มีส่วนร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และอยู่ในทุกช่วงเวลา ทุกสถานการณ์ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคมากมาย ร่วมมือปลุกปั้นแบรนด์มาสด้าจนได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย แรกเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2558 จากยอดขาย 11,000 คันต่อปี ก้าวสู่การสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายสูงสุดถึง 74,000 คันต่อปี
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของธุรกิจมาสด้า เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ท้าทาย และมีคุณค่ายิ่ง ความผูกพันกับทีมงานคนไทย ผู้จำหน่ายมาสด้า สื่อมวลชน และพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับมาสด้า ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงานทุกคน การที่มาสด้าทำงานลงลึกในรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขาย การดูแลและการบริการ การมอบความประทับใจให้ลูกค้า ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมและส่งเสริมให้มาสด้าก้าวเดินและเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาถึงทุกวันนี้ ต่อจากนี้ อีกหนึ่งบทบาทใหม่จะมีความท้าทายยิ่งขึ้น มาสด้าจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลังและเข้มข้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจในทุกมิติ สร้างธุรกิจมาสด้าและผู้จำหน่ายให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่มอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ให้ลูกค้าตลอดไป
มาสด้ายังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว สิ่งสำคัญที่จะทำให้มาสด้าเกิดความแข็งแกร่งจึงไม่ใช่การขายรถใหม่เพียงอย่างเดียว ทุกภาคส่วนต้องสร้างความรัก ความผูกพัน ให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ดี จนเกิดเป็นความประทับใจ กลับมาซื้อซ้ำ และเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ทุกรุ่น ทุกช่วงเวลาของชีวิต กลายมาเป็น “มาสด้า แฟมิลี่” นั่นคือแก่นแท้ของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของ Retention Business คือการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าให้ดีที่สุด รวมถึงการแนะนำจุดเด่นของรถมาสด้าให้กับคนอื่นๆ ต่อไป มาสด้าเชื่อว่าแนวทางการทำธุรกิจด้วยวิถีนี้จะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเต็มกำลัง และให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสร้างคุณค่าแบรนด์ โดยเฉพาะการบริการหลังการขายที่ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ลูกค้าเลือก และเป็นอันดับหนึ่งด้านการบริการ เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและความสุขให้ลูกค้า รวมถึงผลประกอบการของผู้จำหน่ายต้องแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ถือเป็นประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนไทยคนแรกที่มาจากสายเลือดอันเข้มข้นของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เพียงคนเดียว เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในองค์กรระดับโลก และมีเพียงคนไทยไม่กี่คนที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนานัปการมาได้ เป็นขุนศึกที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้บริหารระดับสูงมานับไม่ถ้วน โดยดำรงตำแหน่งล่าสุด คือ รองประธานกรรมการบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา
มร. ทาดาชิ มิอุระ จะขยับขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาอาวุโส กล่าวสั้นๆ แต่มากด้วยความหมายว่า “ผมเชื่อมั่นในพลังของการทำงานเป็นทีม ด้วยศักยภาพของพนักงานทุกคนใน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายมาสด้าทุกราย ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนได้ทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างมาสด้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย แน่นอนที่สุดการสนับสนุนและให้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดีมาโดยตลอดนั้น คือสิ่งสำคัญยิ่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ผมภูมิใจและมีความสุขกับบทบาทใหม่ที่กำลังจะมาถึง อีกไม่นานจากนี้ไป มาสด้ากำลังเร่งมือเดินหน้าแนะนำยนตรกรรมใหม่และรถยนต์รุ่นใหม่ รวมถึงการสร้างความยั่งยืนที่ครอบคลุมทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่สังคมไทยตลอดไป ผมมั่นใจว่าเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่นำพามาสด้าในประเทศไทยประสบความสำเร็จและยั่งยืน ทำให้มาสด้าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ลูกค้าภาคภูมิใจที่ได้ครอบครอง”
การปรับทัพผู้บริหารของมาสด้าในช่วงเวลาที่ตลาดรถยนต์ไทยมีการแข่งขันรุนแรงเช่นนี้ นับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง ถือเป็นความท้าทายที่มาสด้าจะต้องก้าวผ่านเพื่อไปสู่ความสำเร็จในระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะการแนะนำรถมาสด้ารุ่นใหม่ที่กำลังจ่อคิวลงตลาดตามแผนพัฒนาธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะส่งผลให้มาสด้ากลับมาทวงแชมป์ความยิ่งใหญ่ และได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าชาวไทยในเร็วๆ นี้
###
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE
ข่าวประชาสัมพันธ์จากมาสด้า
รายละเอียดเพิ่มเติม: อุทัย เรืองศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ส่วนงานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่)
เลขที่ 689 อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอทเอ็มควอเทียร์ ชั้น 15 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทรศัพท์ 0-2030-5420 โทรศัพท์มือถือ 089-007-0095 หรืออีเมล์: urungsak@mazda.co.th
ทักษิณ ชินวัตร รณรงค์หาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ก่อนเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย
ทักษิณ ชินวัตร รณรงค์หาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ก่อนเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime1 week ago
“ทีมชาติไทย” แพ้ญี่ปุ่น 0-5 อุ่นเครื่องก่อนเอเชียนคัพ
-
ข่าว2 weeks agoปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime8 months ago
พบกับขบวนชิม “Roasted Coffee” ที่เชียงราย บนดอยช้าง
-
เชียงราย - Chiang Rai News8 months ago
เชียงรายฉลองปีใหม่ อุบัติเหตุทางถนน 12 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย
