ฟุตบอล
ลาซิโอ พบกับ เจนัว จบลงด้วยสกอร์ 3-2 จากลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ คาตาลดี
วันที่ 30 มกราคม 2569, สตาดิโอ โอลิมปิโก กรุงโรม เกมเซเรีย อาคืนวันที่ 30 มกราคม 2569 จบลงแบบหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อ ลาซิโอ เปิดบ้านเฉือน เจนัว 3-2 จากจุดโทษนาทีสุดท้ายของ ดานิโล คาตัลดี โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เดือดมาก ทั้งสองทีมยิงรวมกัน 5 ประตู และมีจุดโทษถึง 3 ครั้ง
บรรยากาศในสนามดูแปลกตา เพราะแฟนบอลลาซิโอบางส่วนเลือกประท้วงด้วยการไม่เข้ามาเชียร์ ทำให้ที่นั่งหลายโซนดูโล่ง แต่ในสนามกลับเข้มข้นเกินคาด เกมไหลเร็ว ปะทะหนัก และมีจังหวะให้ลุ้นแทบตลอดครึ่งหลัง
ครึ่งแรกเงียบๆ แต่ยังไม่เสียทรง
45 นาทีแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม โอกาสจะแจ้งมีไม่มาก ลาซิโอพยายามครองบอลและต่อเกมตามสไตล์ ส่วนเจนัวเน้นยืนกันแน่น แล้วรอจังหวะสวนกลับ จบครึ่งแรกยัง 0-0
ครึ่งหลังประตูไหล จุดโทษมาครบ
พอเริ่มครึ่งหลัง เกมเปลี่ยนทันที ลาซิโอมาได้จุดโทษในนาทีที่ 56 และเป็น เปโดร รับหน้าที่สังหาร เขายิงนิ่งๆ ส่งบอลไปทางซ้ายมือของ จัสติน บิยโลว์ ให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0
อีกแค่ 6 นาทีต่อมา นาทีที่ 62 ลาซิโอหนีเป็น 2-0 จากประตูแรกของ เคนเนธ เทย์เลอร์ ในเซเรีย อา หลัง กุสตาฟ อิซักเซ่น เปิดจากฝั่งขวาเข้ากลาง แล้วเทย์เลอร์จบสกอร์เข้าไปอย่างสวยงาม ช่วงนั้นดูเหมือนลาซิโอจะคุมเกมอยู่หมด
แต่เจนัวไม่ยอมง่ายๆ นาทีที่ 68 ทีมเยือนได้จุดโทษคืนบ้าง และ รุสลัน มาลินอฟสกี ยิงด้วยซ้ายเต็มข้อเข้ามุมล่างซ้าย ไล่มาเป็น 2-1
จากนั้นเจนัวเร่งเกมต่อเนื่อง ก่อนตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 75 จาก วิตินญ่า (รายงานระบุว่าจบสกอร์ได้ทั้งแบบโหม่งหรือยิง) ทำให้รูปเกมกลับมาเปิดหน้าแลกกันอีกครั้ง
ช่วงทดเจ็บ 90+10 คาตัลดีปิดบัญชี
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+10 ลาซิโอมาได้จุดโทษครั้งที่สองของทีม แม้จะมีจังหวะปะทะและความตึงเครียดก่อนยิง แต่ ดานิโล คาตัลดี กัปตันทีมยังนิ่งพอ ส่งบอลเรียดเข้ามุมล่างซ้ายแบบเฉียบขาด พาลาซิโอแซงชนะ 3-2 แบบสุดดราม่า
ชัยชนะนัดนี้ส่งลาซิโอขึ้นมาอยู่อันดับ 8 ของตาราง ส่วนเจนัวพบกับความพ่ายแพ้นัดแรกของปี 2569 และยังเกาะกลุ่มกลางตารางต่อไป
ไฮไลต์สำคัญของเกม
- นาที 56: เปโดร ยิงจุดโทษให้ลาซิโอนำ 1-0
- นาที 62: เคนเนธ เทย์เลอร์ ยิงให้ลาซิโอหนี 2-0 (ประตูแรกในเซเรีย อา)
- นาที 68: รุสลัน มาลินอฟสกี ยิงจุดโทษให้เจนัวไล่มา 2-1
- นาที 75: วิตินญ่า ทำประตูตีเสมอ 2-2
- นาที 90+10: ดานิโล คาตัลดี ยิงจุดโทษเป็นประตูชัย 3-2
เกมนี้มีจุดโทษ 3 ครั้ง และยิงเข้าไปทั้งหมด สะท้อนชัดว่าครึ่งหลังเดือดและมีจังหวะตัดสินเกมตลอดเวลา
ข้อมูลผู้เล่นลาซิโอ (Lazio)
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อิวาน โปรเวเดล | ผู้รักษาประตู | |
| อาเดรียน มารูซิช | แบ็คขวา | |
| กิลา | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| โปรฟสต์การ์ด | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| ลุคัส เปเลกรินี | แบ็คซ้าย | เปลี่ยนออก นาที 80 (แทนด้วย Tavares) |
| เคนเนธ เทย์เลอร์ | กองกลาง | ยิง 1 ประตู, เปลี่ยนออก นาที 80 |
| ดานิโล คาตัลดี | กองกลาง | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ) |
| มัตเตโอ บาซิช | กองกลาง | |
| กุสตาฟ อิซักเซ่น | ปีกขวา | แอสซิสต์ประตูที่ 2, เปลี่ยนออก นาที 87 |
| เปโดร | กองหน้า | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ) |
| มัลดินี | กองหน้า | เปลี่ยนออก นาที 73 |
ตัวสำรองและผู้เล่นสำรองที่มีชื่อ: เดเล-บาชิรู, โนสลิน, แรตคอฟ, กันเชลลิเอรี เป็นต้น
ข้อมูลผู้เล่นเจนัว (Genoa)
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| จัสติน บิยโลว์ | ผู้รักษาประตู | เจอจุดโทษ 3 ครั้ง |
| มาร์คานดัลลี | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| ลีโอ ออสติการ์ด | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| วาสเกซ | เซ็นเตอร์แบ็ค | |
| นอร์ตัน-คัฟฟี่ | ปีกขวา | |
| รุสลัน มาลินอฟสกี | กองกลาง | ยิง 1 ประตู (จุดโทษ), เปลี่ยนออก นาที 87 |
| เฟรนดรัพ | กองกลาง | |
| เอลเลิร์ตสสัน | กองกลาง | |
| อารอน มาร์ติน | ปีกซ้าย | |
| โคลอมโบ | กองหน้า | เปลี่ยนออก นาที 80 |
| วิตินญ่า | กองหน้า | ยิง 1 ประตู, เปลี่ยนออก นาที 80 |
ตัวสำรองที่น่าสนใจ: เอคุบัน, คอร์เน็ต, มาซินี เป็นต้น โดยเจนัวมาในระบบ 3-5-2 เน้นรับให้แน่น แล้วค่อยสวนกลับ
ภาพรวมแล้ว นี่คือเกมที่แฟนบอลเซเรีย อาควรได้ดู ลาซิโอเกือบปิดเกมได้ตั้งแต่หนี 2-0 แต่เจนัวกลับมาเอาคืนจนเสมอ ก่อนจะตัดสินกันด้วยจุดโทษช่วงท้ายสุด ชัยชนะแบบเฉือนหวิวช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลาซิโอ ส่วนเจนัวคงต้องกลับไปจัดระเบียบเกมรับ เพื่อไม่ให้พลาดในช่วงสำคัญอีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถล่ม เฟเรนซ์วาโรช 4-0 ผงาดสู่เพลย์ออฟ ยูโรปาลีก
ฟุตบอล
อาร์ซีดี เอสปันยอล แพ้ อลาเบส 2-1
การแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ สนามอาร์ซีดีอี สเตเดียม เป็นการพบกันระหว่าง “นกแก้ว” เอสปันญ่อล ทีมอันดับ 5 ของตาราง เปิดบ้านรับการมาเยือนของ อลาเบส ทีมอันดับ 15 ที่กำลังดิ้นรนหนีโซนอันตราย ผลปรากฏว่าเป็นทีมเยือนที่ทำเซอร์ไพรส์ บุกมาเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1
รายละเอียดและไฮไลต์สำคัญของการแข่งขัน
เริ่มเกมมาในช่วงครึ่งแรก ทั้งสองทีมต่างเปิดเกมบุกเข้าใส่กันอย่างสนุก โดยเจ้าบ้านเอสปันญ่อลพยายามครองบอลและสร้างโอกาสจากริมเส้น แต่ในนาทีที่ 27 เป็นทีมเยือนอลาเบสที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ อันโตนิโอ บลังโก้ ยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
หลังจากเสียประตู เอสปันญ่อลพยายามโหมบุกอย่างหนักเพื่อทวงประตูคืน และในนาทีที่ 15 (ตามบันทึกเหตุการณ์หลัก) โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ กองหน้าตัวเก่งของเจ้าถิ่นก็มาทำประตูตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จเป็น 1-1 ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เกมยังคงสูสีและมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพื่อปรับแท็กติก จนกระทั่งในช่วงท้ายเกม อลาเบสมาได้ประตูชัยจากการประสานงานที่ยอดเยี่ยม บอลสุดท้ายมาถึงตัวรุกที่ยิงผ่านตัว มาร์โก ดมิโทรวิช เข้าไป ทำให้จบเกม อลาเบส บุกมาชนะ เอสปันญ่อล 2-1 เก็บ 3 คะแนนสำคัญหนีห่างโซนตกชั้นได้สำเร็จ ส่วนเอสปันญ่อลยังคงสะดุดต่อเนื่องเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน
ข้อมูลผู้เล่นและสถิติทีมเอสปันญ่อล (Espanyol)
เอสปันญ่อลภายใต้การคุมทีมของ มาโนโล่ กอนซาเลซ ลงสนามด้วยระบบ 4-4-2 โดยมีรายชื่อผู้เล่นตัวจริงดังนี้:
| ตำแหน่ง | รายชื่อผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | มาร์โก ดมิโทรวิช | เซฟลูกอันตรายได้หลายครั้ง |
| กองหลัง | คลีเมนส์ รีเดล | ทำหน้าที่ในเกมรับฝั่งขวา |
| กองหลัง | เฟร์นันโด กาเลโร่ | ปราการหลังตัวกลาง |
| กองหลัง | เลอันโดร กาเบรล่า | กัปตันทีม |
| กองหลัง | การ์ลอส โรเมโร่ | เติมเกมบุกฝั่งซ้ายได้ดี |
| กองกลาง | โฆเฟร การ์เรรัส | ปีกขวาความเร็วสูง |
| กองกลาง | อูร์โก้ กอนซาเลซ | คุมจังหวะแดนกลาง |
| กองกลาง | เอดู เอ็กซ์โปซิโต้ | สร้างสรรค์เกมรุก |
| กองกลาง | รามอน เทร์ราตส์ | เชื่อมเกมระหว่างแดนกลาง |
| กองหน้า | โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ | ผู้ทำประตู (นาทีที่ 15) |
| กองหน้า | กีเก้ การ์เซีย | พักบอลในแดนหน้า |
ข้อมูลผู้เล่นและสถิติทีมอลาเบส (Alavés)
ทีมเยือนของกุนซือ เอดูอาร์โด้ คูเดต วางหมากมาอย่างรัดกุมและใช้โอกาสไม่เปลือง:
| ตำแหน่ง | รายชื่อผู้เล่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | อันโตนิโอ ซิเบร่า | ป้องกันลูกยิงช่วงท้ายเกมได้ดี |
| กองหลัง | จอนนี่ อ๊อตโต้ | อดีตแบ็กวูล์ฟส์ คุมเกมฝั่งขวา |
| กองหลัง | จอน ปาเชโก้ | ป้องกันลูกกลางอากาศ |
| กองหลัง | การ์ลอส โปรเตโซนี่ | ยืนตำแหน่งได้แข็งแกร่ง |
| กองหลัง | บิคตอร์ ปาราด้า | แบ็กซ้ายดาวรุ่ง |
| กองกลาง | คาเลบี | คอยป่วนแนวรับคู่แข่ง |
| กองกลาง | ปาโบล อิบาเญซ | ขยันวิ่งไล่บอล |
| กองกลาง | อันโตนิโอ บลังโก้ | ผู้ทำประตู (นาทีที่ 27) |
| กองกลาง | การ์เลส อาเลนญ่า | คุมทิศทางเกมบุก |
| กองหน้า | อันโตนิโอ มาร์ติเนซ | สร้างความกดดันให้กองหลัง |
| กองหน้า | ลูคัส โบเย่ | แข็งแกร่งและเก๋าเกม |
วิเคราะห์หลังเกม
ความพ่ายแพ้ในนัดนี้ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปของเอสปันญ่อลอย่างมาก แม้พวกเขาจะมีอันดับที่สูงกว่าและได้เล่นในบ้าน แต่ความผิดพลาดในเกมรับและการจบสกอร์ที่ไม่เด็ดขาดทำให้ต้องปราชัยไป ในขณะที่อลาเบสแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการอยู่รอดบนลีกสูงสุด โดยการใช้แผนการเล่นที่เน้นความเหนียวแน่นและโต้กลับเร็ว จนสามารถคว้าชัยชนะนอกบ้านที่ล้ำค่าได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายนัด
กำลังเป็นที่นิยม:
ลาซิโอ พบกับ เจนัว จบลงด้วยสกอร์ 3-2 จากลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ คาตาลดี
ฟุตบอล
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถล่ม เฟเรนซ์วาโรช 4-0 ผงาดสู่เพลย์ออฟ ยูโรปาลีก
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์) ภายใต้การคุมทีมของฌอน ไดช์ (Sean Dyche) สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมสุดท้ายของรอบลีกเฟส ยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาล 2025-26 โดยเปิดบ้านถล่ม เฟเรนซ์วาโรช (เฟเรนซ์วารอส) จากฮังการี 4-0 อย่างขาดลอย เมื่อคืนวันที่ 29 มกราคม 2026 ที่สนาม ซิตี้ กราวด์ (City Ground) ผลการแข่งขันนี้ทำให้ “หงส์แดงแห่งเทรนต์” จบอันดับ 13 ของตารางรวม และคว้าโอกาสเป็นทีมวางอันดับสูงในรอบเพลย์ออฟ โดยจะลงเล่นกับผู้ชนะระหว่าง ปานาธิไนกอส หรือ เฟเนร์บาห์เช
เกมนี้ถือเป็นการปิดฉากรอบลีกเฟสอย่างสวยงามสำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก ที่แม้จะไม่ได้ลุ้นท็อป 8 แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความดุดัน โดยเฉพาะเกมรุกที่รุนแรงและการป้องกันที่เหนียวแน่น เฟเรนซ์วาโรช ที่นำทีมโดย โรบี คีน (Robbie Keane) ตำนานลูกหนังชาวไอริช ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ แม้จะเคยมีผลงานไม่แพ้ใครในรายการนี้มาก่อน
ไฮไลต์เกม: เปิดหัวด้วยโกนโกล จากนั้นถล่มไม่ยั้ง
เกมเริ่มต้นได้อย่างดุเดือด นาทีที่ 17 ไรอัน เยทส์ (Ryan Yates) ส่งบอลครอสต่ำเข้าเขตโทษ บันเซ โอทวอส (Bence Otvos) กองหลังของเฟเรนซ์วาโรช ซัดเข้าประตูตัวเอง (Own Goal) ทำให้เจ้าบ้านนำ 1-0 ทันที กองเชียร์ที่ ซิตี้ กราวด์ ระเบิดความดีใจอย่างสุดเหวี่ยง
เพียง 4 นาทีต่อมา น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ประตูที่สองจากฝีเท้าของ อิกอร์ เฮซุส (Igor Jesus) กองหน้าบราซิลเลี่ยน ที่พุ่งทะลวงเข้าเขตโทษ ก่อนซัดด้วยขวาเต็มแรงบอลเสียบมุมไกลอย่างสวยงาม ผ่านมือผู้รักษาประตู ทำให้สกอร์เป็น 2-0 และเป็นประตูที่ 10 ของเขาในซีซั่นนี้
ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 2-0 โดยเฟเรนซ์วาโรช มีโอกาสจากลูกฮาร์ดเดอร์ของ คริสโตเฟอร์ ซาคาเรียสเซ่น (Kristoffer Zachariassen) ที่ชนเสาอย่างน่าเสียดาย แต่ไม่สามารถพลิกเกมได้
ครึ่งหลัง: เฮซุส ซัดแบริซ เสริมความสะใจ
กลับมาในครึ่งหลัง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยังคงครองเกมเหนือกว่า นิโคลัส โดมิงเกซ (Nicolas Dominguez) เกือบได้ประตูที่สาม แต่ลูกฮาร์ดเดอร์ชนเสา ในนาทีที่ 55 อิกอร์ เฮซุส มาปิดทองอีกครั้ง รับบอลยาวจาก อิบราฮิม ซังกาเร (Ibrahim Sangare) ก่อนพุ่งทะลวงแนวรับ แล้วซัดเต็มแรงเข้าไปตุงตาข่าย ทำให้สกอร์ขยายเป็น 3-0 และเป็นประตูที่ 11 ของฤดูกาล รวมถึง 6 ประตูในยูโรปาลีก
ช่วงท้ายเกม เฟเรนซ์วาโรช พยายามโต้กลับแต่ไร้พลัง ในนาทีที่ 88 โอทวอส ทำฟาวล์ นอยเย่ (Ndoye) ในเขตโทษ นำไปสู่จุดโทษ เจมส์ แมคอาที (James McAtee) ที่เพิ่งย้ายมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รับหน้าที่สังหาร และยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูแรกของเขาให้กับฟอเรสต์ ปิดสกอร์ 4-0
สถิติทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์
| รายการ | ค่า |
|———————|————–|
| การครองบอล | 58% |
| ยิงเข้ากรอบ | 7 |
| ยิงทั้งหมด | 14 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 85% |
| ฟาวล์ | 12 |
| การเตะมุม | 6 |
| การเซฟ | 3 |
| การ tackling สำเร็จ | 18 |
ทีมชุดนี้เล่นด้วยระบบ 4-2-3-1 โดยมี อิกอร์ เฮซุส เป็นจุดเด่นที่สร้างความอันตรายตลอดเกม ไรอัน เยทส์ และ อิบราฮิม ซังกาเร คุมกลางได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่แนวรับนำโดย มูริลโล่ (Murillo) และ โอลลี่ อาร์บลาสเตอร์ (Ollie Arblaster?) ปิดช่องทางได้ดี
สถิติทีม เฟเรนซ์วาโรช
| รายการ | ค่า |
|———————|————–|
| การครองบอล | 42% |
| ยิงเข้ากรอบ | 2 |
| ยิงทั้งหมด | 8 |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 78% |
| ฟาวล์ | 14 |
| การเตะมุม | 4 |
| การเซฟ | 5 |
| การ tackling สำเร็จ | 12 |
เฟเรนซ์วาโรช เล่นด้วยระบบ 4-3-1-2 แต่ถูกกดดันหนักตั้งแต่ต้นเกม โอกาสสร้างสรรค์น้อยมาก และแนวรับที่ผิดพลาดนำไปสู่โกนโกลและจุดโทษ ผู้จัดการทีม โรบี คีน ต้องหาทางปรับปรุงก่อนลงเพลย์ออฟ
สรุป: ก้าวสำคัญสู่รอบน็อกเอาต์
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปิดท้ายรอบลีกเฟสอย่างสวยงาม แต่ยังสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะและแฟนบอล ก่อนกลับไปลุยพรีเมียร์ลีก ที่ฟอเรสต์กำลังลุ้นหนีโซนตกชั้น อิกอร์ เฮซุส กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงในยุโรป ขณะที่ เจมส์ แมคอาที แสดงศักยภาพในฐานะตัวสำรอง
สำหรับเฟเรนซ์วาโรช ต้องรีเซ็ตทีมให้เร็วที่สุด เพื่อลุ้นในรอบเพลย์ออฟเช่นกัน เกมนี้พิสูจน์แล้วว่า ประสบการณ์จากพรีเมียร์ลีกและความดุดันในบ้าน ยังคงเป็นจุดแข็งของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเวทียุโรป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
แอสตัน วิลล่า พลิกเกมกลับมาชนะ RB ซัลซ์บวร์ก 3-2 ด้วยดราม่าปลายเกม!
ฟุตบอล
แอสตัน วิลล่า พลิกเกมกลับมาชนะ RB ซัลซ์บวร์ก 3-2 ด้วยดราม่าปลายเกม!
แอสตัน วิลล่า, RB ซัลซ์บวร์ก, ยูโรปา ลีก, ผลการแข่งขัน 3-2, จามาลดีน จิโมห์-อัลโอบา, โอลลี่ วัตคินส์ บาดเจ็บ, มอร์แกน โรเจอร์ส, ไทโรน มิงส์, คาริม โคนาเต้, มูสซ่า เยโอ, วิลล่า พาร์ค, ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 2025/26, การแข่งขันรอบลีกเฟส
วิลล่า พาร์ค, เบอร์มิงแฮม – วันที่ 29 มกราคม 2026 – ในเกมสุดท้ายของรอบลีกเฟส ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025/26 แอสตัน วิลล่า ภายใต้การคุมทีมของอูไน เอเมรี สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลเหนือบ้านด้วยการพลิกเกมจากตามหลัง 0-2 กลับมาชนะ เรด บูล ซัลซ์บวร์ก 3-2 อย่างน่าทึ่ง ผลการแข่งขันนี้ทำให้ “สิงห์ผงาด” จบอันดับ 2 ของตารางรวม คว้าโอกาสเล่นในบ้านในเลกสองของรอบน็อกเอาต์ พร้อมทั้งขยายสถิติชนะในบ้านยุโรปติดต่อกันเป็นนัดที่ 7 แต่เกมนี้ก็มาพร้อมข่าวร้ายเมื่อ โอลลี่ วัตคินส์ กองหน้าตัวหลักได้รับบาดเจ็บ
เกมเริ่มต้นด้วยความดุเดือด แม้แอสตัน วิลล่าจะครองบอลได้มากกว่า แต่ก็พลาดโอกาสในครึ่งแรก โดยเฉพาะช่วงต้นเกมที่ โอลลี่ วัตคินส์ และ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ บังคับให้ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ ผู้รักษาประตูซัลซ์บวร์ก ต้องเซฟแบบเหนือมนุษย์ถึงสองครั้งติดต่อกันภายใน 30 วินาที
ซัลซ์บวร์กบุกแซงนำ 2-0 ต้นครึ่งหลัง
เข้าสู่ครึ่งหลังเพียง 4 นาที ซัลซ์บวร์กก็เปิดสกอร์นำก่อนจากความผิดพลาดของแนวรับเจ้าถิ่น ไทโรน มิงส์เสียบอลให้ คาริม โคนาเต้ หลุดเข้าไปยิงตุงตาข่าย ทำให้ทีมเยือนนำ 1-0 ในนาทีที่ 33
ไม่ทันตั้งตัว ซัลซ์บวร์กบุกเพิ่มเป็น 2-0 ในนาทีที่ 49 จากจังหวะที่ เคริม อลาจเบโกวิช ไหลบอลต่ำเข้าเขตโทษ มูสซ่า เยโอ (Moussa Kounfolo Yeo) ใช้ส้นเท้าสะบัดบอลเข้าประตูอย่างสวยงาม ช่วงเวลานี้แฟนบอลที่วิลล่า พาร์ค เริ่มเงียบลง ขณะที่ทีมเยือนที่ตกรอบแล้วเล่นแบบไร้กดดัน
**วิลล่าพลิกเกมด้วยการเปลี่ยนตัวและจิตวิญญาณนักสู้**
อูไน เอเมรี ไม่ยอมแพ้ เขาปรับทัพด้วยการส่ง มอร์แกน โรเจอร์ส และ จามาลดีน จิโมห์-อัลโอบา เข้ามาเสริมเกมรุก ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ในนาทีที่ 64 มอร์แกน โรเจอร์ส ทำประตูตีไข่แตกให้เจ้าถิ่น จากการประสานงานสวยงามกับ เอมิเลียโน่ บูเอ็นเดีย ก่อนซัดเข้าเสาไกลให้สกอร์เป็น 1-2
ตามมาด้วยจุดเปลี่ยนอีกครั้งในนาทีที่ 76 ไทโรน มิงส์ ที่ก่อนหน้านี้ทำพลาด กลับมาชดเชยด้วยการโหม่งเข้าประตูจากลูกตั้งเตะ ทำให้สกอร์เสมอ 2-2 วิลล่า พาร์ค สั่นสะเทือนด้วยเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม
ดราม่าปลายเกม! จิโมห์-อัลโอบา ซัดชัยชนะครั้งแรกในอาชีพ
และแล้วในนาทีที่ 87 ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น คาดาน ยอง (Kadan Young) ตัวสำรองจากอะคาเดมี่ ไหลบอลต่ำเข้าเขตโทษ จามาลดีน จิโมห์-อัลโอบา วัย 19 ปี ซัดเข้าไปอย่างเยือกเย็น นี่คือประตูแรกในระดับอาชีพของเขาให้แอสตัน วิลล่า ทำให้สกอร์ขาด 3-2 และจบเกมด้วยชัยชนะอันน่าจดจำ
เกมจบลงด้วยสกอร์ **แอสตัน วิลล่า 3-2 RB ซัลซ์บวร์ก** ผู้ชมในสนาม 37,457 คน ต่างลุกขึ้นปรบมือให้กับการกลับมาอย่างน่าทึ่งนี้
สรุปสกอร์และผู้ทำประตู
– แอสตัน วิลล่า: มอร์แกน โรเจอร์ส (64′), ไทโรน มิงส์ (76′), จามาลดีน จิโมห์-อัลโอบา (87′)
– RB ซัลซ์บวร์ก: คาริม โคนาเต้ (33′), มูสซ่า เยโอ (49′)
ตารางนักเตะแอสตัน วิลล่า (คะแนนจากสื่ออังกฤษโดยประมาณ)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | คะแนน | หมายเหตุ |
|———-|————————–|——–|—————————————|
| GK | เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ | 7.5 | เซฟสำคัญหลายครั้ง |
| CB | ไทโรน มิงส์ | 7.0 | ผิดพลาดแต่ชดเชยด้วยประตู |
| CB | เอซรี คอนซา | 6.5 | แนวรับแข็งแกร่ง |
| MF | มอร์แกน โรเจอร์ส | 8.0 | ผู้เล่นที่ดีที่สุด ประตู+สร้างเกม |
| FW | โอลลี่ วัตคินส์ | – | ลงเล่นครึ่งแรก บาดเจ็บแฮมสตริง |
| SUB | จามาลดีน จิโมห์-อัลโอบา| 7.5 | ประตูชัยครั้งแรกในอาชีพ |
ตารางนักเตะ RB ซัลซ์บวร์ก (คะแนนโดยประมาณ)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | คะแนน | หมายเหตุ |
|———-|————————–|——–|—————————————|
| GK | อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ | 7.0 | เซฟดีในครึ่งแรก |
| FW | คาริม โคนาเต้ | 7.5 | ทำประตูนำและอันตราย |
| FW | มูสซ่า เยโอ | 7.0 | ประตูส้นเท้าสวยงาม |
| MF | เคริม อลาจเบโกวิช | 6.5 | แอสซิสต์ประตูที่สอง |
| DF | วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ (OG) | – | มีส่วนในประตูของโรเจอร์ส (แต่จริงอาจไม่ใช่ OG ชัดเจนจากบางแหล่ง) |
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้แอสตัน วิลล่าจบอันดับสูงในยูโรปา ลีก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้และความลึกของทีม โดยเฉพาะนักเตะอะคาเดมี่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ อย่างไรก็ตาม การบาดเจ็บของวัตคินส์อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเกมพรีเมียร์ลีกที่จะตามมา
อูไน เอเมรี กล่าวหลังเกมว่า “นี่คือฟุตบอลที่สวยงาม เราตามหลังแต่ไม่ยอมแพ้ นักเตะแสดงให้เห็นถึงหัวใจของวิลล่า” ขณะที่แฟนบอลต่างยกย่อง “จิโมห์” เด็กหนุ่มที่สร้างประวัติศาสตร์
เกมนี้จะถูกจดจำไปอีกนานในฐานะหนึ่งในการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
อาร์เซนอลเฉือนคายรัต อัลมาตี 3-2 ปิดรอบลีกแชมเปียนส์ลีกแบบชนะรวด
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago
Iเชียงราย สิงห์ พาร์ค ขอเชิญท่านมาเยี่ยมชม International Balloon Fiesta 2026
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
ญาติช็อก จัดงานศพไปแล้ว หนุ่มเชียงรายวัย 48 กลับมาปรากฏตัวต่อหน้า
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ตำรวจชายแดนเชียงรายยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด หลังไล่ล่ารถยนต์
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
นักเรียนชั้น ม.1 หวาดกลัวสุดขีด หลังถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแกและดูถูกเหยียดหยามที่โรงเรียน












