เชียงราย - Chiang Rai News
ส้มโอเวียงแก่น” ในจังหวัดเชียงรายได้รับสถานะ GI ใหม่
เชียงราย – กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อดูแลชื่อเสียง มาตรฐานคุณภาพ และเอกลักษณ์ของส้มโอจากอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาด สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และต่อยอดรายได้ให้เกษตรกรกับชุมชนในพื้นที่แบบยั่งยืน
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ระบุว่า การผลักดัน GI เป็นงานสำคัญตามแนวทาง Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ จุดหมายคือทำให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแรงขึ้นด้วยทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อสินค้าได้ GI จะมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อถือได้ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์ และพาสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ได้ง่ายขึ้น
สำหรับ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI รายการที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจาก กาแฟดอยตุง, กาแฟดอยช้าง, สับปะรดนางแล, สับปะรดภูแลเชียงราย, ชาเชียงราย, ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย, ข้าวก่ำล้านนา (ขึ้นทะเบียนร่วมกับอีก 7 จังหวัดภาคเหนือ) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI 8 รายการก่อนหน้า สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้จังหวัดรวมมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
การเพิ่ม “ส้มโอเวียงแก่น” เข้ามา ทำให้เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากนครราชสีมาที่มี 11 รายการ ภาพนี้สะท้อนทั้งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบต่อกันมา และพลังของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

ทำไมส้มโอเวียงแก่นถึงเด่น
ส้มโอเวียงแก่นปลูกในอำเภอเวียงแก่น ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย, ตำบลหล่ายงาว, ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม พื้นที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ทำให้ดินเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำดี และมีค่ากรด-ด่างเหมาะกับการปลูกส้มโอ เมื่อรวมกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย จึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีจุดเด่นทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส และความฉ่ำ จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

3 พันธุ์ส้มโอเวียงแก่นที่ขึ้นทะเบียน GI
ส้มโอเวียงแก่นที่อยู่ในขอบข่าย GI มี 3 พันธุ์หลัก ได้แก่
- ขาวใหญ่
ผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ย 1.2-2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ สีขาวอมเหลืองอ่อน รสเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า มีฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ - ทองดี
ผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ สีชมพูอ่อน รสหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ - เซลเลอร์
ผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ย 0.8-2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม รสหวานอมเปรี้ยว มีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์
ผู้ผลิต ผลผลิต และมูลค่าตลาด
ปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดรวมมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี และมีจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก สะท้อนว่าสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้จริง
หลังได้ GI แล้ว เดินหน้าต่ออย่างไร
การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่ได้หยุดแค่การคุ้มครองชื่อและแหล่งผลิต แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มรายได้เกษตรกร และทำให้เศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายแข็งแรงขึ้น หลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่ระบบควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อให้ประโยชน์จาก GI กระจายไปถึงผู้ประกอบการหลายกลุ่มในพื้นที่
อีกด้านหนึ่ง กรมยังร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น TikTok Shop, Shopee และ Lazada เพื่อช่วยขยายช่องทางขายสินค้า GI ออนไลน์ ผ่านการไลฟ์สด คลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขาย ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออก และการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น และทำให้รายได้หมุนเวียนลงสู่ชุมชนได้มากขึ้นในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
เชียงราย - Chiang Rai News
กลุ่มศิลปินเชียงรายขอเชิญชวนประชาชนร่วมสำรวจ “มรดกทางศิลปะล้านนา”
เชียงราย– สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงบ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (สตูดิโอศิลปินเชียงรายไลฟ์เพื่อการท่องเที่ยว) เส้นทางที่ 4 “มรดกศิลปะล้านนา” (มรดกทางศิลปะล้านนา Lanna Art Heritage) ภายใต้โครงการ Life Artists ศิลปินศิลปาชีพสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กิจกรรมนี้พาสื่อและผู้ร่วมทริปไปเยี่ยมแหล่งเรียนรู้และสตูดิโอศิลปินหลายจุด ได้เห็นงานศิลป์หลายแขนงแบบใกล้ชิด พร้อมทำความรู้จักวิถีชีวิตของศิลปินในพื้นที่ หวังต่อยอดเชียงรายให้เป็นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงศิลปะที่ไปแล้วได้ประสบการณ์จริง
โครงการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 ม.ค. 69 โดยนางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่า เส้นทาง “มรดกศิลปะล้านนา” ออกแบบมาเพื่อให้คนเที่ยวเข้าถึงศิลปะชุมชนได้ง่ายขึ้น ผู้เข้าร่วมจะได้ลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง และเห็นว่าศิลปะสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มีคุณค่าได้อย่างไร เป้าหมายสำคัญคือยกระดับทักษะในชุมชนสู่ศิลปาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น สร้างการรับรู้ กระตุ้นการเดินทาง และช่วยให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายหมุนเวียนมากขึ้น
วันแรก เริ่มจากคาเฟ่ในเมือง สู่ชุมชนงานปัก และสตูดิโอจิตรกร
ช่วงเช้าวันแรกนัดรวมตัวที่ “Mu Café” คาเฟ่เล็กๆ ในตัวเมืองเชียงราย บรรยากาศสบายๆ มีงานศิลป์แทรกอยู่ตามมุมร้าน เหมาะกับการพักก่อนออกเดินทาง และพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันแบบเป็นกันเอง
จุดหมายแรกคือศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน ที่นี่ต้อนรับโดยนางนิธี สุธรรมรักษ์ ศิลปินงานปักผ้า ผู้ถ่ายทอดเทคนิค “ปักลายเม็ดข้าว” ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน พร้อมสมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุที่มาร่วมสาธิตงานฝีมือ คณะผู้ร่วมทริปได้เห็นขั้นตอนการทำงานจริง ตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงลวดลายบนผืนผ้าที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตแบบละเอียดและสวยงาม
ช่วงเที่ยงแวะเติมพลังที่ “Panor Coffee House” อำเภอแม่จัน ร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่น มีพื้นที่กว้างและมุมถ่ายรูปหลายจุด รวมถึงมีโฮมสเตย์รองรับคนที่อยากค้างคืน เหมาะทั้งสายกิน สายเที่ยว และสายถ่ายภาพ
จากนั้นไปต่อที่สตูดิโอของอาจารย์เสงี่ยม ยารังสี (Sangiam Yarangsee) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ชมแกลเลอรีผลงานจิตรกรรมสีน้ำมัน หลายชิ้นโดดเด่นด้วยการใช้แสงเงาและอารมณ์ในภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานทิวทัศน์ที่อาจารย์เล่าว่าชอบมาตั้งแต่เด็ก เพราะผูกพันกับธรรมชาติ บรรยากาศในสตูดิโออบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับคนที่อยากดูงานศิลป์แบบไม่รีบ และอยากได้แรงบันดาลใจจากตัวศิลปินโดยตรง
ช่วงท้ายของวันยังได้แวะ “FRIENDCATION Café” คาเฟ่โทนอุ่นที่ให้ฟีลเหมือนนั่งบ้านเพื่อน มีมุมถ่ายรูปน่ารักและกลิ่นอายงานอาร์ตอยู่ตลอดทาง ก่อนมุ่งหน้าไป “หอศิลป์ระวี” พบกับนายระวี มะโนเรือง ศิลปินที่ถนัดงานอิมเพรสชันนิสม์แนวทิวทัศน์ ถ่ายทอดบรรยากาศและแสงเงาด้วยลายพู่กันเฉพาะตัว
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการร่วมชม Life Artist Exhibition : Local Artist x Life Artist ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ภายในงานมีนิทรรศการควบคู่กิจกรรมเวิร์กชอป ดนตรี และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในพิธี Pre-Opening โดยนายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวต้อนรับ ท่ามกลางศิลปิน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง
วันที่สอง เที่ยวอาร์ตสเปซร่วมสมัย และจบด้วยหอศิลป์ชุมชนที่อบอุ่น
วันถัดมาเริ่มที่ “ปัจจุบัน Art Space” ของนายอำนาจ ก้านขุนทด ที่นี่พาชมงานภาพวาดแนวธรรมชาติ และมีกิจกรรม Workshop เพนต์ก้อนหินให้ผู้ร่วมทริปได้ลงมือทำจริง พื้นที่นี้เปิดกว้างสำหรับทั้งศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินท้องถิ่น มีงานหลากรูปแบบตั้งแต่จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย ไปจนถึงศิลปะจัดวาง บรรยากาศเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เหมาะกับคนที่อยากเสพงานศิลป์มุมใหม่ๆ
ปิดทริปที่ “หอศิลป์บ้านนายพรหมา” ของอาจารย์พรมมา อินยาศรี ภายในจัดแสดงผลงานที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงเรียน หลายชิ้นเล่าเรื่องชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อ ผ่านจินตนาการและมุมมองของศิลปินในเชียงราย ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม และงานร่วมสมัย บรรยากาศเงียบสงบและเป็นกันเอง เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะท้องถิ่นแบบใกล้ชิด และได้ซึมซับเรื่องราวจากพื้นที่ของศิลปินจริงๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ส้มโอเวียงแก่น” ในจังหวัดเชียงรายได้รับสถานะ GI ใหม่
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงานปีใหม่ลาหูสากลครั้งที่ 3
เชียงรายจัดงาน มหกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 และงานอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยประชาสัมพันธ์ว่าจะเปิดงานวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย พิธีเปิดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธาน
มองเผินๆ งานนี้อาจดูเหมือนเทศกาลประจำปีทั่วไป แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นความพยายามระดับท้องถิ่นที่สำคัญ คือการทำให้ “ความหลากหลายชาติพันธุ์” เป็นพลังร่วมของสังคมไทย โดยไม่ทำให้ชุมชนถูกลดทอนเหลือแค่สินค้าในตลาดท่องเที่ยว
ปีใหม่ลาหูคืออะไร
ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ SAC อธิบายว่า ปีใหม่ลาหูที่มักเรียกว่า “กินวอ (Kin Wo)” เป็นพิธีและเทศกาลหลักที่ผูกกับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างของชุมชน ภายในงานมักมีพิธีกรรม การรวมญาติ การแสดงความเคารพผู้ใหญ่ และการแสดงทางวัฒนธรรม
หัวใจของเรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก วัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่บนเวที แต่มันคือระบบคุณค่าที่กำกับความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน เช่น การให้เกียรติผู้สูงอายุ สายสัมพันธ์เครือญาติ กติกาที่อยู่ร่วมกัน และบทบาทของพิธีกรรม พอเทศกาลถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายก็เพิ่มทันที คือทำอย่างไรให้แก่นของประเพณียังอยู่ครบ ขณะเดียวกันคนภายนอกก็เข้าถึงและเข้าใจได้
เรื่องชาติพันธุ์ไม่ใช่ประเด็นเล็ก เพราะเป็นชีวิตจริงของผู้คนที่กระจายอยู่ตามจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของ SAC ระบุชุดตัวเลขหนึ่งว่า ประเทศไทยมีชาวลาหู 116,126 คน (ชาย 57,941 คน หญิง 58,185 คน) อยู่ใน 452 กลุ่มหมู่บ้าน ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนา
ขณะเดียวกัน รายงานของ กรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้อีกชุดตัวเลข ระบุว่ามีชาวลาหูในไทยราว 150,000 คน อยู่ในมากกว่า 800 หมู่บ้าน ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาในหลายจังหวัด
ตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิดเสมอไป บ่อยครั้งเกิดจากความต่างของฐานข้อมูล ช่วงเวลาเก็บข้อมูล หรือคำนิยามที่ใช้ (เช่น สำรวจชุมชน ข้อมูลทะเบียน หรือค่าประเมินเชิงนโยบาย) การสื่อสารที่รับผิดชอบควรทำควบคู่กัน 2 อย่างคือ
- ระบุแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง
- ใช้ตัวเลขเพื่อบอก “ขนาดของประเด็น” ไม่ใช่เพื่อขยายความเกินจริง
จากงานวัฒนธรรมสู่ Soft Power
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพูดถึง Soft Power ของไทย ทำให้เทศกาลชาติพันธุ์ถูกจับตามากขึ้น หลายคนมองว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดได้ทั้งท่องเที่ยว งานสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศ ในมุมนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายก็ถูกมองเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารวัฒนธรรมต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติ
คำว่า “นานาชาติ” ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนของผู้คน สำหรับงานครั้งที่ 3 ในปี 2569 ณ เวลาที่เรียบเรียง ยังไม่พบเอกสารสาธารณะที่ตรวจสอบได้ซึ่งระบุรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ส่วนในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือกับชุมชนลาหูจากหลายประเทศ เน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ พร้อมเชื่อมกับการท่องเที่ยวเชียงราย
ถ้าวางแผนดี งานแบบนี้สร้างผลบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น
- การยอมรับในสังคม
คนเห็นกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่แค่ “ชุมชนชายแดน” ที่ถูกพูดถึงตอนเกิดวิกฤต - รายได้จากฐานชุมชน
งานสามารถเชื่อมงานหัตถกรรม อาหาร การแสดง และการเยี่ยมชุมชน โดยให้เกียรติเจ้าบ้าน - ตัวตนและความภูมิใจ
พื้นที่สาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่อยากเรียนภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม เพื่อให้วัฒนธรรมเดินต่อได้
แต่ Soft Power ก็มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ถ้าวัฒนธรรมถูกแพ็กเป็นสินค้า และชุมชนไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง ความเสี่ยงหลักๆ ได้แก่
- ทำพิธีให้กลายเป็นโชว์
ตารางงานที่แน่นอาจทำให้พิธีถูกย่อหรือปรับจนความหมายจางลงสำหรับคนในชุมชน - การหยิบใช้วัฒนธรรมโดยไม่ให้เครดิต
ลวดลาย เสื้อผ้า สัญลักษณ์ หรือดนตรีอาจถูกนำไปใช้โดยไม่ระบุที่มา หรือไม่มีผลตอบแทนที่เป็นธรรม - การกระจายประโยชน์ไม่เท่าเทียม
รายได้อาจไปกองอยู่ที่ผู้จัดหรือธุรกิจภายนอก มากกว่าจะถึงช่างฝีมือและศิลปินของชุมชน
รายงานกรมประชาสัมพันธ์ปี 2568 ยังบันทึกถ้อยแถลงของ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยเน้นการสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปะและประเพณีที่เชื่อมคนชาติพันธุ์ ย้ำหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ
เมื่อนำมาวางในบริบทปี 2569 ภาพนี้เหมือนกรอบปฏิบัติที่งานวัฒนธรรมควรยึดไว้ให้ชัด
- วัฒนธรรมคือ “สิทธิ” ไม่ใช่ของตกแต่งของชาติ
- การทำให้งานชาติพันธุ์เป็นที่รู้จัก ต้องไม่ลดคนชาติพันธุ์เหลือแค่นักแสดงที่ต่อรองอะไรไม่ได้
- ความหลากหลายต้องมากับความปลอดภัยและศักดิ์ศรี
เพราะแบบนี้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติที่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่รายการกิจกรรม แต่มันแตะเรื่อง “ประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของไทยด้วย คือสังคมรับความต่างได้แค่ไหนในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในวันงาน
เทศกาลในเมืองกับการท่องเที่ยว
เชียงรายมีข้อได้เปรียบชัดเจน จังหวัดนี้มีชื่อด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวมานาน พื้นที่จัดงานแบบศูนย์ประชุมทำให้รองรับคนจำนวนมากได้สะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ก็มีโจทย์สำคัญอยู่เหมือนกัน คือทำอย่างไรให้เทศกาลในเมืองเชื่อมไปถึง “ประสบการณ์ชุมชนจริง” โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ
แนวทางที่พูดกันมากขึ้นในไทยคือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (ethical หรือ responsible tourism) สำหรับบริบทวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ควรมีอย่างน้อย 4 ส่วน
- ความยินยอมและกติกาชัดเจน
การถ่ายภาพ วิดีโอ และการใช้ลวดลายควรขออนุญาต พร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจน - การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
รายได้ควรกลับไปถึงผู้ผลิตและผู้แสดงของชุมชนในสัดส่วนที่เหมาะสม - ให้ชุมชนเล่าเรื่องของตัวเอง
เจ้าของวัฒนธรรมควรเป็นคนกำหนดเรื่องเล่า ไม่ใช่ให้คนอื่นพูดแทน - มีมาตรการป้องกันความเสียหาย
ลดการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นความ “แปลกตา” เพื่อความบันเทิง
ข้อความประชาสัมพันธ์ของงานปี 2569 ระบุเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เช่น การสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยน และการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม จุดชี้วัดจริงอยู่ที่การทำให้คำพูดพวกนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในทางปฏิบัติ
ถ้าต้องการให้งานปีใหม่ลาหูนานาชาติกลายเป็น Soft Power ที่ยืนระยะ ไม่ใช่กระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตควรตอบ 3 ประเด็นระดับระบบให้ได้
- ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า
ถ้าเนื้อหาถูกกำหนดจากมุมมองคนนอกเป็นหลัก ชุมชนจะกลายเป็น “โชว์” แต่ถ้าเรื่องเล่าออกมาจากชุมชน ความหมายจะมั่นคงและต่อยอดได้แบบไม่เสียรูป - ใครได้ประโยชน์ และได้มากน้อยแค่ไหน
งานที่แข็งแรงควรโปร่งใสตลอดห่วงโซ่ เช่น ค่าตอบแทนการแสดง สิทธิการขายสินค้า และทางเลือกงานให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน - รัฐและท้องถิ่นทำความเสมอภาคให้เกิดจริงอย่างไร
คำประกาศเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่การปฏิบัติในชีวิตจริงต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรี ให้สอดคล้องกับสารที่รัฐสื่อสารไว้ในปี 2568
งาน ปีใหม่ลาหูนานาชาติ ครั้งที่ 3 จังหวัดเชียงราย (ประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบ โอกาสคือการต่อยอดพลังวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวและรายได้สร้างสรรค์ โดยยังรักษาศักดิ์ศรีไว้ บททดสอบคือการพาประเพณีขึ้นเวทีใหญ่แล้วไม่ทำให้วัฒนธรรมแบนลง หรือทำให้ชุมชนเสียอำนาจในการนิยามความหมายของตัวเอง
ในช่วงที่คำว่า Soft Power ถูกพูดถึงบ่อย สิ่งที่แยกงานที่อยู่ยาวออกจากข่าวที่ผ่านไปเร็ว คือความสามารถในการยืนบน 3 ฐานพร้อมกัน ได้แก่ ความจริงของพิธีกรรม สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ถ้าเชียงรายรักษาทั้ง 3 ข้อนี้ได้ งานปีใหม่ลาหูนานาชาติจะไม่ใช่แค่วันหนึ่งในปฏิทิน แต่มันอาจกลายเป็นตัวอย่างที่ใช้ได้จริงของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกัน และค่อยๆ สร้างความไว้ใจในชีวิตประจำวันในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
เชียงราย - Chiang Rai News
ชาวบ้านแม่สายกังวลภัยน้ำท่วมรุนแรงในปี 2026
เชียงราย – ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสายในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ยังคงวิตกว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักในฤดูน้ำหลากปี 2569 หลังการรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำและขวางทางน้ำยังเดินหน้าไม่เร็วพอ หลายคนกลัวว่าเมื่อน้ำมาแรง จะรับมือไม่ทัน แม้ภาครัฐจะมีแผนแก้ปัญหาแบบถาวร โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองวางกรอบงานไว้ใช้งบรวมราว 2,950 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการย้ายชุมชน ปรับระบบระบายน้ำ และสร้างแนวป้องกันน้ำหลากแบบคันดินและคอนกรีตเสริมเหล็ก (วางแนวเป็น 2 ชั้น)
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นายอำเภอแม่สายมอบหมายให้ฝ่ายปกครองลงพื้นที่พบตัวแทนชุมชนที่อยู่ติดแม่น้ำสาย เพื่อชี้แจงข้อมูลโครงการออกแบบแก้ปัญหาน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในเขตชายแดน เช่น ชุมชนสายลมจอย ชุมชนหัวฝาย ชุมชนไม้ลุงขน ชุมชนเกาะทราย และพื้นที่ใกล้เคียง

รื้ออาคารฝั่งตะวันออกสะพาน 1 เริ่มในปี 2569
ข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า ปี 2569 จะเริ่มรื้อถอนอาคารบริเวณฝั่งตะวันออกของสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ต่อเนื่องจากงานที่ดำเนินการในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งใช้งบประมาณ 36 ล้านบาท
ในส่วนแนวป้องกันน้ำท่วมที่กรมการทหารช่าง กองทัพบก ทำไว้ก่อนหน้าในรูปแบบชั่วคราวและกึ่งถาวร เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะรับฟังความเห็นจากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การก่อสร้างแนวป้องกันแบบถาวรโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง
แม้มีแผนงานชัดขึ้น แต่ชาวบ้านบางส่วนยังไม่สบายใจ เพราะการรื้อถอนอาคารที่ขวางทางน้ำยังล่าช้า และอาจไม่ทันช่วงน้ำหลากปี 2569 อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมากคือแผนสร้างพนังกั้นน้ำ 2 ชั้น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าจะเริ่มทำจากแนวด้านในก่อน
ชาวบ้านมองว่า ระหว่างก่อสร้างอาจเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ จึงอยากให้เริ่มทำแนวชั้นนอกก่อน และทำเป็นแบบถาวรไปเลย เมื่อแนวชั้นนอกเสร็จแล้วค่อยเดินงานชั้นใน รวมถึงงานระบบอื่นๆ ต่อไป บางจุดมีการขึ้นป้ายสะท้อนความกังวล ซึ่งฝ่ายปกครองรับเรื่องไว้เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนปี 2567 ทำแม่สายยังระแวง
รายงานในพื้นที่ระบุว่า แม่น้ำสายเคยเอ่อล้นท่วมหนักในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2567 กระทบทั้งฝั่ง อ.แม่สาย และฝั่งเมียนมา สร้างความเสียหายในย่านเศรษฐกิจจำนวนมาก หลังเหตุการณ์นั้น กรมการทหารช่าง กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 3 ได้ขุดลอกแม่น้ำรวกบริเวณปลายน้ำของแม่น้ำสาย และทำแนวป้องกันน้ำท่วมชั่วคราวและกึ่งถาวรตลอดแนว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจัดสรรงบปี 2568-2569 รวม 23,578,000 บาท ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองศึกษาแนวทางแก้ปัญหาอย่างถาวร

ขอบเขตศึกษา 56.13 ตร.กม. ตั้งเป้ารองรับน้ำ 430 ลบ.ม.ต่อวินาที
พื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตเทศบาล ต.เวียงพางคำ เทศบาล ต.แม่สาย และเทศบาล ต.แม่สายมิตรภาพ รวม 56.13 ตารางกิโลเมตร แนวคิดหลักคือจัดให้มี “ทางน้ำหลาก” พร้อมคันป้องกันน้ำหลากและระบบระบายน้ำ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านฝายกั้นน้ำเหมืองแดงบริเวณวัดถ้ำผาจมได้ไม่น้อยกว่า 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นค่าน้ำหลากสูงสุดที่เกิดขึ้นในปี 2567
แผนรองรับการย้ายถิ่น เล็งที่ดิน 3 แปลง
โครงการยังมีแนวทางจัดหาที่ดินรองรับผู้ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดพื้นที่เบื้องต้น 3 แปลง คือ
- แปลงที่ 1 สถานีใบยาสูบเวียงพาน 78 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ห่างชายแดน 2.5 กิโลเมตร
- แปลงที่ 2 ที่ดินของกระทรวงการคลัง ราว 1,000 ไร่ ห่างชายแดน 7.5 กิโลเมตร
- แปลงที่ 3 ราชพัสดุ 35 ไร่ ห่างชายแดน 1.5 กิโลเมตร

รายละเอียดแนวคันกั้นน้ำ ถนนใหม่ และกรอบเวลา
แนวคันกั้นริมฝั่งแม่น้ำสายแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ยาว 998 เมตร ช่วงที่ 2 ยาว 1,361 เมตร และช่วงที่ 3 ยาว 1,561 เมตร มีแผนรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมแนวยาว 485 เมตร และทำถนนตามแนวใหม่หลายจุด ได้แก่ ถนนตัดแนวใหม่ 631 เมตร ถนนเกาะทราย 769 เมตร และถนนกรมชลประทาน 2,035 เมตร
ช่วงปลายปี 2568 ถึงกลางปี 2569 จะเป็นงานสำรวจและออกแบบ ใช้เวลารวม 6 เดือน จากนั้นนำเสนอคณะรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าจัดหาที่ดินด้วยวิธีเจรจาซื้อขายในปี 2569-2570 ใช้เวลา 15-18 เดือน วงเงินงบกลาง 600 ล้านบาท
ต้นปี 2570 วางแผนเริ่มก่อสร้างคันดินและคันคอนกรีตเสริมเหล็กระยะแรก ไปจนถึงปลายปี 2571 ใช้เวลา 12-18 เดือน งบประมาณ 140 ล้านบาท หลังจากนั้นจะก่อสร้างคันคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนส่วนที่เหลือ รวมถึงปรับปรุงถนนเดิม ตั้งแต่ปลายปี 2570 ถึงกลางปี 2573 ใช้เวลา 24-35 เดือน งบประมาณ 160 ล้านบาท
ในส่วนการจัดหาที่ดินด้วยวิธีปรองดองและการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน จะทำช่วงต้นปี 2571 ถึงสิ้นปี 2572 ใช้เวลา 12-24 เดือน งบประมาณ 400 ล้านบาท ต่อด้วยงานเขื่อนป้องกันตลิ่งและจัดภูมิทัศน์ทางน้ำหลาก ช่วงกลางปี 2572 ถึงกลางปี 2575 ใช้เวลา 30-36 เดือน งบประมาณ 400 ล้านบาท และงานปรับปรุงระบบระบายน้ำหลัก ตั้งแต่กลางปี 2571 จนสิ้นสุดโครงการในปี 2575 ใช้เวลา 42-48 เดือน งบประมาณ 450 ล้านบาท งบทั้งหมดของแผนแก้ปัญหาแบบถาวรรวมประมาณ 2,950 ล้านบาท
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชาวบ้านในอำเภอแม่สายไม่พอใจโครงการก่อสร้างกำแพงกันน้ำท่วมมูลค่า 3 พันล้านบาท
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoมีผู้เสียชีวิต 32 รายจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเศรษฐกิจเชียงรายคาดว่าจะเติบโต 2.0 เปอร์เซ็นต์
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า
-
ฟุตบอล7 days agoแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-0

