ฟุตบอล
ไบรท์ตันช็อกโอลด์ แทรฟฟอร์ด บุกชนะแมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 ศึกเอฟเอ คัพ
โอลด์ แทรฟฟอร์ด, 11 มกราคม 2026, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเจอคืนที่หนักหนาอีกเกม เมื่อ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เล่นอย่างมีวินัยและเด็ดขาด บุกชนะ 2-1 ในเอมิเรตส์ เอฟเอ คัพ รอบสาม ประตูจาก บราจาน กรูดา และลูกยิงสไตล์ถนัดของอดีตแข้งผีแดงอย่าง แดนนี เวลเบ็ค ส่งเจ้าบ้านจอดป้ายตั้งแต่ต้นทางอีกครั้ง และนี่คือการตกรอบสามครั้งแรกของยูไนเต็ดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013/14
ความพ่ายแพ้นี้ต่อยอดจากช่วงฟอร์มสะดุดของยูไนเต็ด หลังเพิ่งเสมอเบิร์นลีย์ในพรีเมียร์ลีกกลางสัปดาห์ และเพิ่งปลดกุนซือรูเบน อโมริมเมื่อสัปดาห์ก่อน โดย ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ กุนซือชั่วคราวยังพาทีมกลับมาไม่ได้ เพราะไบรท์ตันคุมเกมในสองกรอบเขตโทษได้ดีกว่า ยูไนเต็ดไล่มาในช่วงท้ายจาก เบนจามิน เซสโก แต่ใบแดงช่วงท้ายของตัวสำรอง เชีย เลซีย์ ทำให้โอกาสยิ่งน้อยลง

ผีแดงโดนก่อนตั้งแต่นาที 12
ไบรท์ตันที่ปรับทีมถึง 6 ตำแหน่งจากเกมบุกเสมอแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 ออกตัวแรงและมาได้ประตูตั้งแต่นาทีที่ 12 จากจังหวะที่จอร์จินิโอ รุตแตร์ขึ้นโหม่งรับบอลเปิดของเวลเบ็ค บอลถูกเคลียร์บนเส้น แต่ กรูดา ตามซ้ำเร็วที่สุด ยิงระยะเผาขนเข้าไป
หลังเสียประตู เสียงในสนามเงียบลงทันที ยูไนเต็ดครองบอลได้เป็นช่วงๆ แต่หาจังหวะจบแบบจะแจ้งไม่มาก เพราะไบรท์ตันยืนทรงแน่น บีบพื้นที่ได้ดี และไม่เปิดช่องง่ายๆ

เวลเบ็คซัดใส่ทีมเก่า เพิ่มความเจ็บปวด
ครึ่งหลังภาพรวมยังคล้ายเดิม เกมไม่ไหลลื่นสำหรับเจ้าบ้าน จนถึงนาทีที่ 64 เวลเบ็คที่เคยอยู่กับยูไนเต็ดและย้ายออกในปี 2014 ได้บอลหน้าเขตโทษ แล้วกดเต็มข้อส่งบอลพุ่งเสียบมุมบนแบบหมดสิทธิ์เซฟ
เวลเบ็คฉลองแบบพอประมาณ แต่ลูกนี้ยิ่งตอกย้ำว่าไบรท์ตันจบได้คมกว่า การโรเตชันของฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ก็เห็นผลชัด เมื่อทีมยังรักษามาตรฐานได้ตลอดเกม

ยูไนเต็ดไล่มาได้ แต่จบไม่ทัน
ยูไนเต็ดเร่งเกมช่วงท้าย และนาทีที่ 85 ได้ประตูตีตื้นจาก เซสโก เมื่อบอลเปิดเข้ามาเข้าทางหัวของกองหน้าสโลวีเนีย ก่อนโขกผ่านผู้รักษาประตูเป็น 2-1
โมเมนตัมเริ่มเข้าทางเจ้าบ้าน และมีช่วงกดดันต่อเนื่อง แต่แล้วนาทีที่ 89 เชีย เลซีย์โดนใบเหลืองที่สองจากการโต้แย้ง หลังมีจังหวะฟาวล์ก่อนหน้า ทำให้ยูไนเต็ดเหลือ 10 คน แม้ยังได้ลุ้นอีกครั้งจากลูกโหม่งของแฮร์รี แม็กไกวร์ที่ตรงตัวผู้รักษาประตู สุดท้ายไบรท์ตันยังเอาอยู่ คว้าชัยในเอฟเอ คัพ เหนือแมนฯ ยูไนเต็ดเป็นครั้งแรกจากความพยายาม 7 ครั้ง

ฟอร์มนักเตะเด่น, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทีมของเฟล็ตเชอร์มีความพยายาม แต่ขาดความคมในจังหวะสุดท้าย สรุปผลงานนักเตะที่น่าสนใจมีดังนี้
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | สถิติหรือหมายเหตุ |
|---|---|---|
| Senne Lammens | ผู้รักษาประตู | เซฟได้หลายครั้ง แต่ต้านสองประตูไม่ไหว |
| Diogo Dalot | แบ็กขวา | เกมรับเจองานหนักทางริมเส้น |
| Lisandro Martinez | เซ็นเตอร์แบ็ก | สู้เต็มที่ แต่มีจังหวะโดนเล่นงาน |
| Ayden Heaven | เซ็นเตอร์แบ็ก | ดาวรุ่งมีแวว แม้ทีมเสียทรงบ่อย |
| Luke Shaw | แบ็กซ้าย | เพรสซิ่งดี แต่มีอิมแพ็กต์ไม่มาก |
| Manuel Ugarte | กองกลาง | วิ่งไม่มีหมด ช่วยคุมแดนกลาง |
| Kobbie Mainoo | กองกลาง | โดนใบเหลือง, มีไอเดียแต่ติดบล็อกหลายครั้ง |
| Matheus Cunha | แนวรุก | สอดวิ่งได้ลุ้น แต่จบไม่ลง |
| Benjamin Sesko | กองหน้า | โขกตีตื้น, เป็นตัวอันตรายตลอดเกม |
ฟอร์มนักเตะเด่น, ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน
ไบรท์ตันได้เห็นพลังของขุมกำลังสำรอง หลายคนเล่นได้โดดเด่นในทีมที่มีการหมุนเวียน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | สถิติหรือหมายเหตุ |
|---|---|---|
| Jason Steele | ผู้รักษาประตู | คุมพื้นที่ดี, เซฟสำคัญช่วงท้าย |
| Jan Paul van Hecke | เซ็นเตอร์แบ็ก | เล่นนิ่ง แม้มีการสลับตัวผู้เล่น |
| Lewis Dunk | เซ็นเตอร์แบ็ก | คุมแนวรับและสั่งการได้ดี |
| Brajan Gruda | กลางรุกหรือแนวรุก | ยิงประตูแรก, ปั่นป่วนแนวรับตลอด |
| Danny Welbeck | กองหน้า | 1 ประตู 1 แอสซิสต์, เล่นงานทีมเก่าได้อยู่หมัด |
| Georginio Rutter | กองหน้า | มีส่วนกับประตูแรก, สร้างปัญหาให้แนวรับยูไนเต็ด |
ผลนี้ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดหมดลุ้นถ้วยในประเทศที่เหลือของฤดูกาล ต้องหันไปโฟกัสพรีเมียร์ลีกเต็มตัว โดยตอนนี้อยู่อันดับ 7 และตามหลังจ่าฝูงอาร์เซนอลพอสมควร เกมต่อไปหนักทันที เมื่อมีศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้พบซิตี้ในวันที่ 17 มกราคม
ฝั่งไบรท์ตัน ชัยชนะยิ่งเพิ่มความมั่นใจ จากสถิติช่วงหลังที่ทำได้ดีเวลาเจอยูไนเต็ด (ชนะ 7 จาก 9 นัดหลังสุด) และส่งแรงหนุนก่อนเตะเอฟเอ คัพ รอบสี่ ทีมของเฮือร์เซเลอร์ยังเดินหน้าสร้างผลงานเกินความคาดหมายต่อเนื่อง
ค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดจบลงแบบเงียบๆ พร้อมความกดดันที่ถาโถมมากขึ้น เพราะผลงานที่ตกลงของยูไนเต็ด ยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนในตอนนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พีที ประจวบฯ เฉือน เชียงราย ยูไนเต็ด 3-2 เกมเดือด 5 ประตูที่สามอ่าว สเตเดียม
ฟุตบอลไทย
พีที ประจวบฯ เฉือน เชียงราย ยูไนเต็ด 3-2 เกมเดือด 5 ประตูที่สามอ่าว สเตเดียม
ศึกไทยลีก 1 วันที่ 10 มกราคม 2026 ที่สามอ่าว สเตเดียม จบลงแบบคนดูได้ลุ้นจนวินาทีสุดท้าย เมื่อ พีที ประจวบ เอฟซี เปิดบ้านชนะ เชียงราย ยูไนเต็ด ไปแบบสนุกมือ 3-2 เกมนี้ผลัดกันรุกผลัดกันรับ มีจังหวะเปลี่ยนโมเมนตัมหลายครั้ง และจบสกอร์ได้คมทั้งสองทีม เหมาะกับคำว่าเป็นเกมกลางตารางที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ
ครึ่งแรก ประจวบฯ คุมเกมก่อน, เชียงรายฯ ตีเสมอทัน
ประจวบฯ ออกสตาร์ตด้วยพลังในบ้าน ครองบอลได้มากกว่า และหาจังหวะเข้าทำต่อเนื่อง ก่อนจะได้ประตูนำในนาทีที่ 22 จากเกมสวนกลับเร็ว Taua Ferreira dos Santos เติมทางริมเส้นแล้วเปิดบอลเข้ากลางอย่างแม่นยำให้ Nick Taylor โหม่งเต็มๆ บอลพุ่งผ่านมือผู้รักษาประตูทีมเยือนเข้าไป เจ้าถิ่นได้เฮลั่นสนาม
เชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งหลักได้ไว และยังอันตรายจากลูกนิ่งตามสไตล์ พวกเขาตามตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 38 จากลูกเตะมุมที่เปิดเข้ามาในเขตโทษ ก่อนที่ Airton Tirabassi จะขึ้นโหม่งสูงสุดส่งบอลเข้าประตู ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์เท่ากัน

ครึ่งหลัง ยิงกันต่อเนื่อง, จุดโทษตัดสินเกม
กลับมาครึ่งหลังเกมเปิดมากขึ้น และประจวบฯ ได้ประตูนำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 51 เมื่อ Phon-Ek Jensen ได้โอกาสยิงไกลนอกกรอบ บอลโค้งเสียบมุมบนแบบสวยๆ เสียงเชียร์ในสามอ่าวดังสนั่นทันที
แต่เชียงรายฯ ไม่ยอมง่ายๆ พวกเขาเดินหน้ากดดันต่อ และมาได้ประตูตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 68 จากบอลทะลุช่องที่ตัดแนวรับเจ้าถิ่น ก่อนที่ Oussama Thiangkham จะหลุดไปยิงผ่านผู้รักษาประตูแบบใจเย็น
ช่วงท้ายเกมทั้งสองทีมต่างมองหาประตูชัย จนกระทั่งนาทีที่ 82 ประจวบฯ ได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ และเป็น Taua Ferreira dos Santos รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ส่งเจ้าถิ่นนำ 3-2 แม้เชียงรายฯ จะบุกหนักช่วงท้าย มีทั้งลูกเตะมุมและจังหวะหวาดเสียวช่วงทดเวลา แต่ประจวบฯ ยังยืนระยะได้ดี เก็บ 3 แต้มในบ้านสำเร็จ

ไฮไลต์สำคัญของเกม
- 22′ ประจวบฯ นำ 1-0, Nick Taylor โหม่งจากการเปิดของ Taua Ferreira dos Santos
- 38′ เชียงรายฯ ตีเสมอ 1-1, Airton Tirabassi โหม่งจากลูกเตะมุม
- 51′ ประจวบฯ นำ 2-1, Phon-Ek Jensen ยิงไกลเสียบมุม
- 68′ เชียงรายฯ ตีเสมอ 2-2, Oussama Thiangkham หลุดยิงจากบอลทะลุช่อง
- 82′ ประจวบฯ นำ 3-2, Taua Ferreira dos Santos ยิงจุดโทษเข้าไป
ชัยชนะนัดนี้สะท้อนว่า พีที ประจวบฯ กล้าเล่นเกมรุกและจบสกอร์ได้ในจังหวะสำคัญ ส่วนเชียงราย ยูไนเต็ด น่าเสียดายกับจังหวะเสียประตู โดยเฉพาะช่วงท้าย ทั้งที่พวกเขากลับมาได้ดีหลายครั้ง
อันดับและสถานการณ์บนตาราง (หลังเกม, ณ 11 มกราคม 2026)
หลังคว้า 3 คะแนนในบ้าน ประจวบฯ ขยับอันดับดีขึ้นในกลุ่มกลางตาราง ขณะที่เชียงรายฯ หล่นลงเล็กน้อย แต่ยังเกาะกลุ่มได้อยู่ในการลุ้นพื้นที่ครึ่งบน
พีที ประจวบ เอฟซี (โดยประมาณ อันดับ 9-10)
- แข่ง: 14 นัด
- แต้ม: 17-19 (หลังชนะเพิ่มแต้ม)
- ประตูได้เสีย: ยิง 19, เสีย 17 (ผล 3-2 ช่วยให้ผลต่างดีขึ้น)
เชียงราย ยูไนเต็ด (โดยประมาณ อันดับ 7-8)
- แข่ง: 13 นัด
- แต้ม: 17
- ประตูได้เสีย: ยิง 15, เสีย 13
(หมายเหตุ: ข้อมูลอันดับอ้างอิงจากช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 โดยก่อนแข่งประจวบฯ อยู่ราวอันดับ 9-10 และเชียงรายฯ ราวอันดับ 7-8, ผลการแข่งขันทำให้ประจวบฯ ได้แรงส่งเพิ่ม)
โปรแกรมนัดถัดไป
ทั้งสองทีมยังมีตารางแข่งที่ไม่ง่ายในช่วงนี้
พีที ประจวบ เอฟซี
- 17 มกราคม: เยือน สุโขทัย
- 24-25 มกราคม: มีโอกาสเล่นในบ้านเจอทีมกลุ่มกลางตาราง (เช่น อุทัยธานี หรือทีมที่สลับโปรแกรม)
- เป้าหมาย: เก็บแต้มต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกมในบ้าน เพื่อขึ้นไปอยู่ครึ่งบน
เชียงราย ยูไนเต็ด
- 18 มกราคม: เยือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (งานหนักกับทีมลุ้นแชมป์)
- หลัง 23 มกราคม: มีเกมในบ้านเพื่อเรียกแต้มคืน
- เป้าหมาย: ลดข้อผิดพลาดในเกมรับ ก่อนเจอเกมเยือนใหญ่ๆ
ผลสกอร์ 3-2 นัดนี้เติมสีสันให้ไทยลีก 2025-26 ได้ชัดเจน เกมกลางตารางยังคงเป็นโซนที่มีเรื่องให้ลุ้นเสมอ ประจวบฯ ได้ความมั่นใจไปเต็มๆ ส่วนเชียงรายฯ ต้องรีบกลับมาเก็บคะแนนให้ได้ในนัดต่อไป ก่อนฤดูกาลจะเข้มข้นยิ่งขึ้นจนถึงช่วงปลายซีซันในเดือนพฤษภาคม 2026
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
อาร์เซนอลและลิเวอร์พูล เสมอกัน 0-0 ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย
ฟุตบอล
อาร์เซนอลและลิเวอร์พูล เสมอกัน 0-0 ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย
ลอนดอน, 9 มกราคม 2026 เกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกระหว่างจ่าฝูง อาร์เซนอล กับแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล จบลงแบบไร้สกอร์ 0-0 ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ทำให้ทีมของ มิเกล อาร์เตตา พลาดโอกาสหนีห่างบนหัวตารางเป็น 8 แต้ม และได้มาเพียง 1 คะแนนแทน ส่งผลให้ยังนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแอสตัน วิลลา อยู่ 6 แต้ม
เกมนี้เตะท่ามกลางฝนที่ตกไม่หยุด สนามลื่นและอ่านทางบอลยาก ทำให้ภาพรวมออกไปทางเกมรับแน่นมากกว่าเกมยิงกันสนุกอย่างที่หลายคนคาดไว้ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 ที่คู่นี้เสมอ 0-0 ในพรีเมียร์ลีก หลังจากก่อนหน้านี้เจอกันในลีก 20 นัดติดต่อกัน ยิงรวมกันถึง 79 ประตู

ครึ่งแรกระวังตัวกันสุดๆ โอกาสชัดมีไม่มาก
ช่วงต้นเกมทั้งสองทีมเล่นแบบไม่เปิดหน้าแลกมากนัก อาร์เซนอลที่กำลังฟอร์มดีจากการชนะในลีก 5 นัดติด ครองบอลได้เยอะกว่า แต่เจาะแนวรับลิเวอร์พูลที่จัดระเบียบดีไม่ค่อยเข้า โดยมี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คุมเกมรับได้เด่น
ฝั่งทีมของ อาร์เนอ สล็อต ค่อยๆ ตั้งเกมได้ และเกือบได้ประตูจากจังหวะที่ คอนเนอร์ แบรดลีย์ ยิงไปชนคาน หลังเกิดความผิดพลาดที่หาได้ยากจาก ดาบิด รายา
บูกาโย ซากา มีจังหวะได้ลองยิงให้ อลิสซง เบ็คเกอร์ ต้องปัดทิ้ง แต่โดยรวมโอกาสจะแจ้งมีน้อย ลิเวอร์พูลเคยมีจังหวะลุ้นจุดโทษจากการปะทะใส่ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ แต่ผู้ตัดสินปล่อยให้เล่นต่อ และ VAR ไม่เปลี่ยนคำตัดสิน ครึ่งแรกจบแบบไม่มีประตู และแทบไม่มีจังหวะยิงที่กดดันจริงๆ

ครึ่งหลังยังตันเหมือนเดิม ก่อนจบด้วยดราม่าท้ายเกม
กลับมาครึ่งหลังภาพรวมไม่ต่างมาก อาร์เซนอลพยายามเร่งหาประตู แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอ วิกตอร์ กีออเคเรส มีเกมที่เงียบอีกครั้ง ขณะที่ตัวสำรองอย่าง กาเบรียล เชซุส ช่วยเติมความคึกคักช่วงท้าย
โอกาสดีที่สุดของเกมมาถึงช่วงทดเจ็บ เมื่อเชซุสได้โหม่งระยะใกล้ แต่กดไม่ลง ทำให้เจ้าถิ่นอดได้สามแต้มไปแบบน่าเสียดาย
ลิเวอร์พูลที่มีปัญหานักเตะเจ็บหลายราย ยังรักษาสถิติไม่แพ้ใครเป็นนัดที่ 10 ติดต่อกัน และรับมือกับแรงกดดันได้ดี เกมรับที่แน่นทำให้แฟนบอลเจ้าถิ่นเริ่มหงุดหงิดเมื่อโอกาสหลุดมือไปเรื่อยๆ อีกจังหวะหวาดเสียวคือ วิลเลียม ซาลีบา เล่นแบบเผลอๆ จนเกือบเปิดช่องให้ทีมเยือนได้ลุ้น แต่สุดท้ายลิเวอร์พูลก็ฉวยไม่สำเร็จ
หลังเกม อาร์เตตายอมรับว่าทีมของเขา “สร้างโอกาสสำคัญได้ไม่มาก” ส่วนสล็อตชื่นชมลูกทีมที่ช่วยกันเล่นอย่างมีวินัย และเก็บแต้มสำคัญนอกบ้านได้

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด (หลังผ่าน 21 นัด)
อาร์เซนอลยังยึดจ่าฝูง มี 49 แต้ม ส่วนลิเวอร์พูลขยับไปอยู่ที่ 35 แต้ม รั้งอันดับ 4 และตามหลังทีมจ่าฝูง 14 แต้ม
กลุ่มหัวตาราง
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | ผลต่าง | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 21 | 15 | 4 | 2 | 40 | 14 | +26 | 49 |
| 2 | Manchester City | 21 | 13 | 4 | 4 | 45 | 19 | +26 | 43 |
| 3 | Aston Villa | 21 | 13 | 4 | 4 | 33 | 24 | +9 | 43 |
| 4 | Liverpool | 21 | 10 | 5 | 6 | 32 | 28 | +4 | 35 |
| 5 | Brentford | 21 | 10 | 3 | 8 | 35 | 28 | +7 | 33 |
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดในลีก
อาร์เซนอล: W-W-W-W-D
ลิเวอร์พูล: D-D-W-W-D
ผลเสมอทำให้อาร์เซนอลยังนำกลุ่มไล่ล่าอยู่ 6 แต้ม แต่แต้มที่หลุดไปก็อาจมีผล หากซิตี้เก็บแต้มเต็มในโปรแกรมถัดๆ ไป
โปรแกรมต่อไปของทั้งสองทีม
หลังจบเกมนี้ ทั้งอาร์เซนอลและลิเวอร์พูลต้องหันไปโฟกัสบอลถ้วย ก่อนกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง
อาร์เซนอลมีคิวบุกไปเยือนแฟรตตัน พาร์ก เจอพอร์ทสมัธ ในเอฟเอคัพ รอบสาม วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม จากนั้นกลับมาเล่นลีกนัดถัดไปออกไปเยือนน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ วันที่ 17 มกราคม และต่อด้วยเกมเหย้าพบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ลิเวอร์พูลจะเปิดบ้านรับบาร์นสลีย์ในเอฟเอคัพ วันที่ 12 มกราคม ก่อนลงเล่นลีกที่แอนฟิลด์เจอเบิร์นลีย์ วันที่ 17 มกราคม และมีคิวออกไปเยือนบอร์นมัธ วันที่ 24 มกราคม
เกมนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าในกลุ่มหัวตารางพรีเมียร์ลีก รายละเอียดเล็กๆ ตัดสินกันได้หมด ลิเวอร์พูลได้แต้มที่มีความหมายในการลุ้นพื้นที่บนๆ ส่วนอาร์เซนอลได้แค่หนึ่งแต้ม ทั้งที่มีโอกาสทิ้งห่างมากกว่านี้ ระหว่างทางลุ้นแชมป์ที่ยังอีกไกล แต้มแบบนี้อาจกลับมามีราคาในช่วงท้ายฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เรอัล มาดริด เฉือน แอตเลติโก มาดริด 2-1 เกมดาร์บี้เดือด ลิ่วชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพ
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เฉือน แอตเลติโก มาดริด 2-1 เกมดาร์บี้เดือด ลิ่วชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพ
ศึกมาดริดดาร์บี้ยังคงเข้มข้นตามชื่อเสียง และครั้งนี้เป็น เรอัล มาดริด ที่เบียดชนะคู่ปรับร่วมเมือง แอตเลติโก มาดริด 2-1 ในรอบรองชนะเลิศศึกสแปนิช ซูเปอร์คัพ 2026 คืนวันพุธ ที่สนามคิง อับดุลลาห์ สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม ประตูจาก เฟเดริโก บัลเบร์เด และ โรดรีโก ช่วยพาทีมของ ชาบี อลอนโซ ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปเจอ บาร์เซโลนา ในวันอาทิตย์นี้
มาดริดเริ่มเกมได้จัดจ้านและคุมจังหวะได้ดี ก่อนต้องลงมาเน้นเกมรับช่วงท้ายจากแรงกดดันของแอตเลติโก ชัยชนะนัดนี้ยังทำให้พวกเขาคว้าชัย 5 นัดติดรวมทุกรายการ ส่วนอีกคู่ บาร์เซโลนาของ ฮันซี ฟลิค ถล่ม แอธเลติก คลับ 5-0 รออยู่แล้วในนัดชิง
เกมที่จัดในซาอุฯ ตามรูปแบบซูเปอร์คัพที่ขยายการแข่งขัน มีแฟนบอลเข้ามาสร้างบรรยากาศคึกคัก และภาพรวมก็สะท้อนความดุเดือดของหนึ่งในดาร์บี้ที่คนทั้งโลกจับตาได้ชัดเจน

เปิดฉากสุดโหด, บัลเบร์เดซัดฟรีคิกตั้งแต่นาที 2
เกมแทบยังไม่ทันตั้งหลัก เรอัล มาดริดก็ได้ฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษในตำแหน่งค่อนกลาง ตั้งแต่นาทีที่ 2 คืนนี้ เฟเดริโก บัลเบร์เด รับบทกัปตันทีม เดินมาปั่นด้วยเท้าขวาแบบเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบมุมบนชนิดที่ ยาน โอบลัค หมดสิทธิ์เซฟ เป็นประตูที่สวยและเฉียบมาก ช่วยให้มาดริดคุมเกมตั้งแต่ต้น
แอตเลติโกของ ดิเอโก ซิเมโอเน ยังหาจังหวะเข้าทำถนัดไม่ค่อยเจอในช่วงแรก เกมเพรสซิ่งของพวกเขาถูกตัดด้วยการเปลี่ยนจังหวะเร็วของเรอัล โดยเฉพาะฝั่งของ วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก ที่พาบอลขึ้นกดดันได้ตลอดเวลา ส่วน กอนซาโล การ์เซีย ที่ได้ลงเล่นหน้าเป้าแทน คีเลียน เอ็มบัปเป ที่เจ็บเข่า ก็เชื่อมเกมกับสองแนวรุกบราซิลได้ดี
เรอัล มาดริดครองบอลมากกว่าและสร้างโอกาสหลายครั้ง แต่แนวรับแอตเลติโกที่มี ดาวิด ฮันค์โก และ มาร์ก ปูบีญ คุมพื้นที่ยังช่วยกันเอาไว้ได้ ทำให้จบครึ่งแรกสกอร์ยังอยู่ที่ 1-0

โรดรีโกบวกเพิ่ม, ซอร์ลอธโหม่งไล่มา
ครึ่งหลังเกมเปิดมากขึ้น และมาดริดมาได้เม็ดที่สองในนาที 54 จาก โรดรีโก เริ่มจากบอลจ่ายแม่นๆ ของบัลเบร์เดเข้าพื้นที่รุก โรดรีโกจับบอลแรกได้เนียน ก่อนเร่งจังหวะแล้วจบสกอร์ผ่านโอบลัคอย่างใจเย็น เป็นอีกลูกที่ชัดเจนว่าเรอัลทำเกมสวนกลับได้อันตรายแค่ไหน
แอตเลติโกไม่ยอมง่ายๆ นาที 58 พวกเขาตีไข่แตกทันที อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ขึ้นโขกที่เสาสองจากลูกครอส ลดช่องว่างเหลือ 1 ประตู และปลุกเกมให้กลับมาตึงมืออีกครั้ง นี่เป็นภาพแทนความพยายามของแอตเลติโกในเกมนี้ ที่มีโอกาสยิงรวมถึง 22 ครั้ง
ช่วงเวลาที่เหลือกดดันสุดๆ แอตเลติโกเดินหน้าหนักขึ้น ตัวสำรองอย่าง อองตวน กรีซมันน์ และ ติอาโก อัลมาดา ลงมาเติมความสด ขณะที่ มาร์กอส ญอเรนเต และ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ได้ลองส่องหลายครั้ง แต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ยังเซฟสำคัญช่วยทีมไว้
ฝั่งเรอัลก็ประคองเกมได้ดี มีการส่ง ฟราน การ์เซีย และ แฟร์ล็องด์ เมนดี ลงมาช่วยเกมรับ เพื่อปิดพื้นที่ด้านข้างให้แน่นกว่าเดิม ช่วงทดเจ็บแอตเลติโกดันสุดตัว แต่แนวรับที่มี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และ ราอูล อาเซนซิโอ ยืนคุมหลังบ้านยังเอาอยู่ จนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น พร้อมตั๋วเข้าชิงของเรอัล มาดริด ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอลที่ตามมาเชียร์

รายชื่อผู้เล่นตัวจริง
| เรอัล มาดริด 11 ตัวจริง | ตำแหน่ง | แอตเลติโก มาดริด 11 ตัวจริง | ตำแหน่ง |
|---|---|---|---|
| Thibaut Courtois | GK | Jan Oblak | GK |
| Federico Valverde | RB | Marcos Llorente | RB |
| Raúl Asencio | CB | Marc Pubill | CB |
| Antonio Rüdiger | CB | David Hancko | CB |
| Álvaro Carreras | LB | Matteo Ruggeri | LB |
| Aurélien Tchouaméni | DM | Giuliano Simeone | RM |
| Eduardo Camavinga | CM | Conor Gallagher | CM |
| Jude Bellingham | CM | Koke | CM |
| Rodrygo | RW | Álex Baena | LM |
| Gonzalo García | ST | Julián Álvarez | ST |
| Vinícius Júnior | LW | Alexander Sørloth | ST |
ตัวสำรองมีส่วนกับเกมทั้งสองฝั่ง เช่น นาอวล โมลินา ของแอตเลติโก และ ดานี เซบายอส ของเรอัล มาดริด
เส้นทางสู่รอบชิง, เอล กลาซิโกในซาอุฯ อีกครั้ง
เรอัล มาดริดจะไปเจอกับ FC Barcelona ในนัดชิงวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันที่นัดชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพในซาอุฯ ลงเอยด้วย เอล กลาซิโก ด้านบาร์เซโลนาเพิ่งชนะ แอธเลติก คลับ 5-0 โดย ราฟินญา เหมาสองประตู ส่งสัญญาณชัดว่าพร้อมป้องกันแชมป์ที่ได้เมื่อปีก่อน
สำหรับทีมของ ชาบี อลอนโซ ชัยชนะเหนือแอตเลติโกช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนลุ้นถ้วยแรกของฤดูกาล แม้ไม่มีเอ็มบัปเปจากอาการเจ็บเข่า แต่ขุมกำลังที่มีอยู่ยังตอบโจทย์ ทั้งความเป็นผู้นำของบัลเบร์เด และความคมของโรดรีโก
ส่วนแอตเลติโกคงเจ็บใจกับโอกาสที่ทิ้งไป หลายจังหวะพวกเขายิงเยอะ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เด็ดขาดพอ ซิเมโอเนกับลูกทีมต้องกลับไปโฟกัสลาลีกา แต่ความพ่ายแพ้ในดาร์บี้นัดนี้คงติดอยู่ในหัวอีกสักพัก
เกมนี้มีครบทั้งประตูเร็ว ความเดือดช่วงท้าย และแรงปะทะของคู่ปรับร่วมเมือง และนัดชิงวันอาทิตย์ก็มีแววว่าจะหนักกว่าเดิมอีกขั้น
ข่าวเด่น:
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ไบรท์ตัน เสมอกันอย่างน่าผิดหวัง 1-1
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime2 weeks ago
“ทีมชาติไทย” แพ้ญี่ปุ่น 0-5 อุ่นเครื่องก่อนเอเชียนคัพ
-
ข่าว2 weeks agoปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime9 months ago
พบกับขบวนชิม “Roasted Coffee” ที่เชียงราย บนดอยช้าง
-
เชียงราย - Chiang Rai News9 months ago
เชียงรายฉลองปีใหม่ อุบัติเหตุทางถนน 12 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย

