ข่าวอาชญากรรม - Crime

พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวสารภาพขโมยทองคำหนัก 26 บาท

Published

on

ตำรวจภูธรภาค 4 แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทองในพื้นที่ จ.ขอนแก่น หลังสืบสวนต่อเนื่องจนตามรวบตัวอดีตนายหน้าและพ่อค้าบะหมี่วัย 47 ปีได้สำเร็จ ผู้ต้องหารับว่าเครียดเรื่องหนี้สินและค่าใช้จ่ายในบ้าน จึงลงมือชิงทอง 26 บาท ก่อนกลับไปนอนอยู่บ้าน ติดตามข่าวการทำงานของตำรวจผ่านโซเชียล ขณะนี้ยึดทองคืนได้แล้ว 21 บาท เหลืออีก 5 บาทที่ยังต้องเร่งติดตาม

เวลา 11.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 พร้อมผู้บังคับบัญชาและชุดสืบสวน ร่วมแถลงข่าวจับกุม นายชลธิป (เก๋) สาระคำ อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น

ตำรวจแจ้งข้อหา ชิงทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดขวางเพื่อคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือหลบหนี โดยมีของกลาง เช่น ไม้หน้าสามยาวประมาณ 1 เมตร เหล็กกล่องปากแฉก และทองรูปพรรณ 9 เส้น รวมน้ำหนัก 21 บาท

คดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายชาย 1 คนบุกชิงทองรูปพรรณ 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท มูลค่าประมาณ 1.9 ล้านบาท จากห้างทองกรุงเทพเยาวราช พื้นที่หมู่ 12 ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองขอนแก่น แล้วหลบหนีไป

หลังเกิดเหตุ ตำรวจสืบภาค 4 ตำรวจสืบสวนจังหวัดขอนแก่น และ สภ.บ้านเป็ด ลงพื้นที่ไล่กล้องและหาเบาะแสต่อเนื่อง พร้อมประกาศรางวัลนำจับ 100,000 บาทสำหรับผู้ให้ข้อมูล

แกะรอยจากรถไม่ติดป้าย และสติกเกอร์ “VIP”

แนวทางสืบสวนพบว่า คนร้ายจอดรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีเทา ไม่ติดทะเบียน ไว้ในซอยใกล้ร้านทองประมาณ 20 เมตร แล้วใช้รถคันดังกล่าวหลบหนี

ต่อมา ตำรวจตรวจสอบเส้นทางที่คาดว่าจะใช้หลบหนี และพบข้อมูลสำคัญจากจุดเติมน้ำมันริมถนนเหล่านาดี คนร้ายเติมน้ำมัน 40 บาท อีกทั้งที่ท้ายรถมีสติกเกอร์สีเหลืองเขียนว่า “VIP” ทำให้ชุดสืบเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียง

จากนั้นตำรวจจึงกระจายกำลังหาข้อมูลตามชุมชนและหมู่บ้าน จนไปเชื่อมโยงถึงพื้นที่สวนและป่ายางพาราแถวบ้านป่าสังข์ ต.ดอนช้าง อ.เมืองขอนแก่น ก่อนมีชาวบ้านให้เบาะแสว่ารถลักษณะดังกล่าวเป็นของ “นายเก๋” พ่อค้าบะหมี่ที่เปิดร้านอยู่ริมถนนเหล่านาดี

ตำรวจติดตามพฤติกรรมนายเก๋ พบว่ามีช่วงที่ออกจากบ้านในบ้านเหล่าโพนทอง แล้วเดินทางไปสวนในพื้นที่บ้านป่าสังข์

กระทั่งเย็นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายเก๋ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างออกไปขายบะหมี่ ตำรวจจึงเข้าพบ พร้อมแสดงภาพและคลิปจากวันเกิดเหตุ รวมถึงภาพช่วงเติมน้ำมันและภาพหลบหนี ผู้ต้องหามีอาการตกใจและยอมรับว่าเป็นคนก่อเหตุจริง จึงเชิญตัวไปสอบสวนที่ บก.สส.ภ.4

สารภาพชนวนเหตุ หนี้รุมและต้องเลี้ยงลูก

จากคำให้การ นายเก๋บอกว่าเคยทำอาชีพนายหน้าซื้อขายที่ดิน มีครอบครัวและมีรายได้ดี แต่มีหนี้สะสม ต่อมาภรรยามีคดีและหนีไป ทำให้ตนต้องเลี้ยงลูกและรับภาระหนี้เพียงลำพัง รายได้ไม่พอหมุน จึงคิดแผนชิงทองเพื่อเอาไปขายใช้หนี้และส่งลูกเรียน

ผู้ต้องหาเล่าว่า ซื้อรถฮอนด้าเวฟมือสองสภาพเก่า ไม่มีทะเบียน ราคา 5,000 บาท แล้วพ่นสีเป็นบลอนด์เทา เตรียมเหล็กกล่องยาวเพื่อนำมาทำเป็นอุปกรณ์สำหรับเกี่ยวทอง และเตรียมไม้หน้าสามไว้ค้ำประตู เพราะสังเกตว่าร้านทองหลายแห่งใช้ประตูอัตโนมัติที่ปิดเอง และอาจล็อกเมื่อเกิดเหตุ

อีกด้านหนึ่ง เขาบอกว่าศึกษาข่าวคดีชิงทองจากสื่อ จนคิดว่าถ้าวางแผนดีน่าจะรอด และเลือกไม่ใช้เส้นทางหลักเพราะกล้องวงจรปิดหน้าบ้านมีมาก จึงตั้งใจหนีตามถนนรอง ถนนทุ่งนา และทางสวนที่เชื่อมไปยังหมู่บ้านต่างๆ

วันลงมือ ใช้ไม้ค้ำประตู แล้วหนีเข้าทางสวนยาง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เขาไปดูเป้าหมายแต่ยังไม่ลงมือ จนวันที่ 15 กุมภาพันธ์จึงกลับมาอีกครั้ง และลงมือชิงทองตามแผน โดยใช้ไม้หน้าสามขวางประตูให้ปิดไม่สนิท ทำให้สามารถออกจากร้านได้

หลังได้ทอง เขาใส่กระเป๋าสีขาว แล้วขี่รถวนตามสวนยางในพื้นที่ ต.ดอนช้าง จนค่ำจึงกลับบ้าน จากนั้นใช้ลวดร้อยทองรวมกัน แล้วย่อนซ่อนไว้ในเสาเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นเสาค้ำระเบียงบ้าน

ต่อมา ผู้ต้องหานำรถที่ใช้ก่อเหตุไปทิ้งหนองน้ำแถวบ้านหนองเต่า ห่างจากบ้านราว 2 กิโลเมตร แล้วนำเสื้อผ้าและหมวกกันน็อกที่ใช้วันเกิดเหตุไปเผาทิ้งในสวนพื้นที่บ้านป่าสังข์

ช่วงหลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาเล่าว่านอนอยู่บ้าน ไม่ออกไปขายบะหมี่ และคอยติดตามข่าวการสืบสวนของตำรวจตลอด รู้สึกกดดันจนไม่กล้านำทองออกไปขาย จนคิดว่าเรื่องเริ่มเงียบจึงกลับไปเปิดร้าน แต่สุดท้ายตำรวจตามตัวเจอและจับกุมได้

ยึดทองคืนได้ 21 บาท เหลืออีก 5 บาทต้องตามต่อ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ใช้อาวุธปืนหรือมีดเพื่อข่มขู่ แต่ทำทีเหมือนมีอาวุธ เจ้าของร้านทองเข้าตรวจสอบของกลางแล้ว ยืนยันว่าเป็นทองของร้านจริง เพราะมีตราปั๊มสัญลักษณ์ของร้านและบริษัทผู้ผลิต

อย่างไรก็ตาม ทองที่ถูกชิงไปมีทั้งหมด 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท ขณะนี้ยึดคืนได้ 9 เส้น น้ำหนักรวม 21 บาท ยังขาดอีก 5 บาท เป็นทองเส้นน้ำหนัก 3 บาท และ 2 บาท โดยมอบให้ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด สืบสวนต่อว่าได้นำไปขายแล้วหรือยังซ่อนอยู่ที่ใด

ขณะนี้ตำรวจควบคุมตัวนายเก๋ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย

 

 

Trending

Exit mobile version