ข่าวอาชญากรรม - Crime

ตำรวจจับกุมนักต้มตุ๋นชาวจีนที่อินเตอร์โพลออกหมายจับแดง

Published

on

พัทยา – ตำรวจในเมืองพัทยาจับกุมชายชาวจีน 2 คน ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, ตำรวจฝ่ายกงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ และพนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในบ้านพักแห่งหนึ่งในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ผู้ต้องสงสัยรายแรกชื่อ “ฮัม” หรือมีชื่อเรียก “เซียน” เป็นบุคคลตามหมายแดงของอินเตอร์โพล และยังถูกศาลเกาหลีใต้ออกหมายจับในข้อหาล่อลวงพาคนไปต่างประเทศ, บังคับขู่เข็ญอย่างร้ายแรง และข่มขู่คุกคาม

เจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางแล้วพบว่าเป็นคนเดียวกับผู้ที่ถูกแจ้งตามหมายแดงจริง จึงแจ้งข้อกล่าวหา และส่งตัวให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ระหว่างเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องสงสัยอีกรายชื่อ “เฉิน” มีอาการคล้ายมึนเมายาเสพติด ตรวจปัสสาวะแล้วพบสารเมทแอมเฟตามีนชนิดไอซ์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับภายหลังว่าเสพจริง เขาถูกแจ้งข้อหาครอบครองและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย ก่อนถูกส่งตัวไปดำเนินคดีต่อที่ สภ.หนองปรือ

ในบ้านหลังเดียวกันยังพบชายชาวจีนอีก 1 คนอยู่ร่วมกับฮัมและเฉิน แต่ยังไม่พบความผิด เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะตรวจสอบต่อว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมนี้หรือไม่

การจับกุมเริ่มจากข้อมูลข่าวกรองของฝ่ายเกาหลีใต้, ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่พบว่าฮัมหลบหนีเข้ามาในไทย โดยเชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในขบวนการฉ้อโกงข้ามชาติที่ใช้การโฆษณางานเป็นเหยื่อล่อ พาผู้เสียหายเข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวง

เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย กลุ่มผู้กระทำมักยึดหนังสือเดินทาง ข่มขู่ และบังคับให้ทำงาน นอกจากนี้ยังถูกกดดันให้มอบบัญชีธนาคาร เพื่อใช้เป็นบัญชีม้าในการรับและโอนเงิน

เครือข่ายนี้ยังถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรง และเกี่ยวข้องกับเหตุทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีใต้จนเสียชีวิตในประเทศเพื่อนบ้าน

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นจุดใหญ่ของสแกมออนไลน์

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น “pig-butchering”, หลอกคบหาความรัก, แพลตฟอร์มลงทุนปลอม และเว็บพนันผิดกฎหมาย หลายแห่งทำเป็นลักษณะโรงงานคอลเซ็นเตอร์ และมีรายงานว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มอาชญากรรมชาวจีน

จุดที่ถูกพูดถึงมากมักอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา เช่น เมียวดี และ KK Park รวมถึงในกัมพูชา ส่วนประเทศไทยถูกใช้ทั้งเป็นทางผ่านของเหยื่อ และเป็นที่หลบซ่อนของผู้ต้องหาหรือผู้คุมเกมที่หนีการปราบปรามจากประเทศรอบข้าง

กลุ่มสแกมชาวจีนมักใช้ไทยเป็นฐานพักและจัดการงานเบื้องหลัง หลายคนเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พักตามบ้านหรือวิลลาหรูในเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือใช้ช่องทางฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์, บัญชีธนาคาร และเครือข่ายบัญชีม้า บางกลุ่มเปิดคอลเซ็นเตอร์ขนาดเล็กในไทย หรือคอยจัดส่งมือถือ, ซิมการ์ด และบัตร ATM เพื่อสนับสนุนการทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน อีกส่วนหนึ่งเลือกหนีข้ามแดนจากเมียนมาหรือกัมพูชาเข้ามา เมื่อฝั่งนั้นถูกกวาดล้างหนัก

ไทยยังเป็นเส้นทางพาเหยื่อไปยังคอมปาวด์หลอกลวง โดยบางรายเริ่มจากประกาศรับงานในไทย ก่อนถูกลักลอบพาข้ามชายแดนที่ควบคุมได้ยาก

กระแสกดดันหนักขึ้นในต้นปี 2025 และการกวาดล้างรอบใหญ่

สถานการณ์ตึงขึ้นมากในช่วงต้นปี 2025 หลังเกิดเหตุที่ถูกจับตาหลายกรณี เช่น การลักพาตัวนักแสดงชาวจีน Wang Xing ในไทย เขาถูกหลอกด้วยโอกาสงานแสดงปลอม ก่อนถูกพาไปยังศูนย์สแกมในเมียนมา และได้รับการช่วยเหลือภายหลัง คดีนี้ทำให้สังคมจีนไม่พอใจ กระทบภาพลักษณ์ไทยอย่างแรง และมีผลต่อการท่องเที่ยวจากจีนที่ลดลง พร้อมแรงกดดันทางการทูตจากปักกิ่ง

ไทยจึงเดินหน้าปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดรอบหนึ่ง โดยประสานงานกับจีนและเมียนมา มีมาตรการตัดไฟ, อินเทอร์เน็ต และน้ำมันที่ส่งไปยังจุดต้องสงสัยข้ามแดน ควบคู่กับการเข้าตรวจค้นและเร่งส่งกลับผู้ที่ถูกช่วยออกมา มีรายงานว่ามีผู้คนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกนำออกจากคอมปาวด์ และถูกพักไว้ใกล้ชายแดน ก่อนเดินทางกลับประเทศผ่านสนามบินไทย เช่น แม่สอด โดยมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำทยอยรับกลับเป็นระยะ และจีนรับดูแลการส่งกลับหลายส่วน

ในประเทศเอง ตำรวจก็เร่งปฏิบัติการกับกลุ่มที่ซ่อนตัว มีการบุกจับหลายพื้นที่ รวมถึงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่าง “Saifa Fad” ช่วงพฤศจิกายน 2025 ที่จับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 300 ราย พบชาวจีนในหลายจุด เช่น เชียงรายใกล้ชายแดนเมียนมา และยึดของกลางอย่างโทรศัพท์, สมุดบัญชี และหลักฐานเครือข่ายบัญชีม้าที่ใช้หมุนเงินผิดกฎหมาย

ยังมีคดีอื่นแยกกัน ทั้งการจับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสแกมคริปโตมูลค่าสูง, ขบวนการค้ามนุษย์ที่ล่อคนไปทำงานในศูนย์หลอกลวง และการบุกวิลลาหรูที่จับผู้ต้องหาคนสำคัญ ซึ่งมีความพยายามทำลายหลักฐานระหว่างถูกเข้าตรวจ

หลายคดีพบความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก และมีการยึดทรัพย์มูลค่าสูงถึงระดับหลายร้อยล้านบาท ไทยยังมีการออกหมายและอายัดทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร เช่น นักธุรกิจจีนเชื้อสายกัมพูชา Chen Zhi แห่ง Prince Group

แม้จะมีสัญญาณดีขึ้น เช่น รายงานว่าคดีสแกมลดลงราว 20% ในช่วงต้นปี 2025 แต่อุตสาหกรรมนี้ยังไม่หายไป ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ายังมีคนเกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก และแก๊งหลอกลวงปรับตัวได้เร็ว ทั้งการย้ายฐาน และการใช้ดาวเทียมอินเทอร์เน็ตเพื่อหลบการตัดสัญญาณ

แรงกดดันจากจีนยังทำให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามชาติชัดขึ้น มีการผลักดันแนวคิดศูนย์ร่วมและปฏิบัติการร่วมมากขึ้นด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องโหว่ตามแนวชายแดนและกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ แม้การช่วยเหลือและการจับกุมจะทำให้เครือข่ายสะดุดเป็นช่วงๆ แต่แก๊งสแกมยังปรับรูปแบบต่อเนื่อง และต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคแบบยืนระยะเพื่อเอาอยู่จริงๆ

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:

ตำรวจทลายแก๊งค้าของเถื่อน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ในการบุกค้นแยกกัน

Trending

Exit mobile version