ข่าวระดับชาติ - National
ลูกแร้งหิมาลัยวัยอ่อน ถูกพบในสภาพอ่อนแรงที่วังเฉา
ตาก – พบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยวัยเด็ก (แร้งกริฟฟอนหิมาลัย) อพยพหนีหนาว แต่บินต่อไม่ไหว บินโฉบมาเกาะต้นสักหลังบ้านชาวอำเภอวังเจ้า ก่อนจะร่วงลงพื้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (near-threatened) และเป็นนกหายาก ระดับโลกประเมินว่ามีราว 66,000 ตัว
นายบุญเหลือ ฟั้นเฝือ อายุ 58 ปี ชาวบ้านเลขที่ 126 หมู่ 14 ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก เล่าว่า ช่วงสุดสัปดาห์เห็นนกขนาดใหญ่กางปีกบินมา เสียงกระพือปีกดังชัด และมีนกกาบินตามไล่ ก่อนนกตัวดังกล่าวจะถลาลงมาเกาะต้นสักหลังบ้านแล้วนิ่งอยู่นาน
เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นว่าเป็นนกแร้ง ต่อมานกพลัดตกจากต้นสักลงมานอนอยู่ที่พื้น ไม่ค่อยขยับพักใหญ่ ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาจึงช่วยกันสุนัขไม่ให้เข้าไปทำร้าย
หลังเกิดเหตุ ได้ประสานนายนพรัตน์ มานัต สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังเจ้า (ส.ท.โอ) ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผู้เชี่ยวชาญ จึงยืนยันว่าเป็นแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
เบื้องต้นคาดว่านกตัวนี้เป็นวัยเด็ก อาจอพยพหนีหนาวมาจากฝั่งตะวันตกของจีนหรือที่ราบสูงทิเบต และกำลังบินผ่านไทยลงไปทางหมู่เกาะอินโดนีเซีย อาจเป็นการอพยพครั้งแรก ทำให้เหนื่อยล้าระหว่างทางจนหมดแรง
ส.ท.โอได้ประสานให้ นายกมลเทพ อุ่นเมือง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวังเจ้า นำทีมและอุปกรณ์เข้าช่วยจับนก ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ (ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ตาก) ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก เพื่อดูแลรักษาและฟื้นฟู

รายนี้เป็นตัวที่ 3 ในไทยช่วงไม่กี่เดือน
รายงานระบุว่า กรณีที่ตากเป็นการพบ “แร้งสีน้ำตาลหิมาลัยร่วง” ตัวที่ 3 ในไทยช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
- ตัวที่ 1 (ลพบุรี) พบแร้งวัยเด็กพลัดหลงในพื้นที่ตำบลห้วยหิน อำเภอชัยบาดาล ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เฝ้าระวังและให้อาหารฟื้นฟู ก่อนนกบินกลับธรรมชาติได้เอง วันที่ 26 ธันวาคม 2568
- ตัวที่ 2 (สตูล) รายงานพบแร้งวัยเด็กตกในพื้นที่จังหวัดสตูล ช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งรักษาและฟื้นฟูที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)
ทำไมแร้งหิมาลัยถึงร่วงบ่อยช่วงฤดูหนาว
ข้อมูลที่มีระบุว่า ทุกปีช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม มักพบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (บางปีพบแร้งดำหิมาลัยด้วย) บินเข้าและบินผ่านประเทศไทยราว 10-30 ตัว
แร้งจำนวนหนึ่งจะร่อนตามลมหนาวลงสู่อาเซียน ผ่านเมียนมา ไทย กัมพูชา ไปถึงสิงคโปร์ บางตัวหมดแรงร่วงในมาเลเซียและเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย เส้นทางที่พบได้บ่อยคือแนวเทือกเขาตะนาวศรี (ส่วนน้อยไปทางอีสาน และมักพบในภาคตะวันออก)
สาเหตุที่ทำให้ร่วงมักเกี่ยวกับอาหารและแรงลม แร้งพึ่งการร่อนและลมช่วยพยุงตัว หากไม่เจอซากสัตว์กิน หรือช่วงนั้นลมหนาวอ่อนลง นกจะบินเองลำบาก เพราะตัวหนักราว 6-12 กิโลกรัม เมื่ออ่อนแรงจึงร่วงลงพื้น บ่อยครั้งเกิดในภาคใต้ เพราะลมหนาวมักอ่อนกำลังลงเมื่อเจอความชื้นจากลมมรสุมในช่วงเดียวกัน

แร้งเป็นสัตว์ป่าหายากและอยู่ภายใต้การคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 หากพบแร้งบาดเจ็บ พลัดหลง หรือหมดแรง ให้แจ้งสายด่วน 1362 เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือและนำส่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าใกล้พื้นที่เพื่ออนุบาล หากต้องรักษาเฉพาะทางหรือผ่าตัด จะส่งต่อหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อฟื้นฟู ฝึกบิน และปล่อยคืนธรรมชาติช่วงฤดูอพยพกลับขึ้นเหนือราวเดือนเมษายน ในพื้นที่ตามแนวอพยพทางตะวันตกและภาคเหนือ เช่น อช.แม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร และอช.ผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่
ข้อมูลการติดตามด้วยอุปกรณ์ดาวเทียมตลอด 5 ปี (2564-2568) โดยหน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์อนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า แร้งที่ปล่อยคืนธรรมชาติสามารถเดินทางไกลกลับถิ่นกำเนิดในจีนและเขตปกครองตนเองทิเบตได้ และบางตัวสลับพื้นที่อาศัยฤดูร้อนระหว่างมองโกเลียกับจีน
แนวทางช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อเจอ “แร้งร่วง”
หากพบแร้งหมดแรง ยกหัวไม่ขึ้น ไม่มีแรงต้านหรือวิ่งหนี สามารถป้อนน้ำเกลืออุ่นได้ โดยใช้น้ำสะอาด 1,000 มล. (ซีซี) ผสมเกลือแกง 9 กรัม ป้อนครั้งละ 50-100 มล. ทุก 3-6 ชั่วโมง
งดป้อนอาหารโดยเด็ดขาด
หลัง 1-2 วัน หากแร้งเริ่มยกหัวได้ สามารถให้เนื้อหมูหรือไก่สดเป็นชิ้นๆ ให้นกกินเองได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเน่า)
ห้ามบังคับป้อนหรือยัดอาหาร โดยเฉพาะสารที่เป็นน้ำมัน หากนกไม่กินเอง เพราะเสี่ยงสำลักเข้าปอดและอาจตายได้
เมื่อนกเริ่มมีแรง ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ หรือแจ้งสายด่วน 1362 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับตัวไปดูแลต่อ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
กลุ่มศิลปินเชียงรายขอเชิญชวนประชาชนร่วมสำรวจ “มรดกทางศิลปะล้านนา”
ข่าวระดับชาติ - National
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ
เชียงราย – สถานการณ์การปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนภาคเหนือยังถูกจับตาใกล้ชิด หลังมีรายงานตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก, แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง บริเวณ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง
กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำทุก 2 เดือน โดยการตรวจครั้งที่ 14 ช่วงวันที่ 9-12 ธ.ค. 2568 พบว่าแม่น้ำสายมีค่าสารหนู 0.011-0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำรวกตรวจพบทองแดงบริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้าง 0.154 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานเช่นกัน ส่วนจุดตรวจอื่นๆ ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
ประเด็นนี้ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลว่าเหมืองแร่ใกล้ลำน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อาจยังเป็นต้นทางของปัญหา เพราะการขนส่งแร่ยังเดินหน้า และมีข้อมูลว่าแร่จำนวนหนึ่งถูกลำเลียงผ่านไทย ก่อนส่งออกต่อผ่านท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปยังประเทศจีน
ข้อมูลนำเข้าแร่จากเมียนมา ผ่านด่านชายแดนหลายจุด
ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2565-2568 ไทยนำเข้าแร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีสผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมีตัวเลขดังนี้
- ปี 2565 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 39.3 ล้านบาท
- ปี 2566 ปริมาณ 4.1 ตัน มูลค่า 133.8 ล้านบาท
- ปี 2567 ปริมาณ 4.6 ตัน มูลค่า 151.3 ล้านบาท
- ปี 2568 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 58.3 ล้านบาท
ส่วนแร่แมงกานีส ปี 2565 มีการนำเข้า 10,925 ตัน และหากดูยาวตั้งแต่ปี 2559-2568 พบมีเอกชน 41 รายเกี่ยวข้อง บางรายนำเข้าปีละมากกว่า 20,000-30,000 ตัน โดยผ่านด่านศุลกากรแม่สาย อ.แม่สาย เป็นหลัก
นอกจากแม่สาย ยังมีการนำเข้าแร่ผ่านด่านอื่นๆ ด้วย เช่น ด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก, ด่านศุลกากรสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
สำหรับแร่ตะกั่ว มีการนำเข้าในปี 2568 มูลค่า 940.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรแม่สอด อีกทั้งยังพบการนำเข้าแร่ทองแดงและทังสเตนในปริมาณไม่มาก
แร่พวงพุ่งสูง โดยเฉพาะผ่านด่านแม่สอด
แร่ที่ถูกนำเข้าในปริมาณสูงมากช่วงปี 2567-2568 โดยเฉพาะปี 2568 (9 เดือนแรก) คือแร่พวง พบเอกชน 88 รายเป็นผู้นำเข้า
ที่ด่านศุลกากรแม่สอด มีเอกชนบางรายนำเข้าแร่พวงสูงถึง 59,265.5 ตัน มูลค่า 2,558.8 ล้านบาท รายที่ตามมานำเข้า 28,847.3 ตัน และรายอื่นๆ ลดหลั่นกันไป
รวมทั้งปี 2568 ไทยนำเข้าแร่พวงผ่านด่านศุลกากรแม่สอดรวม 106,289.1 ตัน มูลค่า 5,729.7 ล้านบาท และยังมีการนำเข้าแร่พวงที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปในปีเดียวกันอีก 4,253.7 ตัน มูลค่า 7,170.2 ล้านบาท
ส่งออกผ่านแหลมฉบัง ก่อนปลายทางไปจีน
ข้อมูลอีกด้านที่ถูกพูดถึงคือ แร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีส, แร่แมงกานีส และแร่พวง มีการส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบังในจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่พวง เมื่อรวมการส่งออกทุกจุดในปี 2568 พบปริมาณส่งออก 39,593.17 ตัน มูลค่า 3,260.78 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า แร่ที่ขนไปท่าเรือแหลมฉบังจะถูกส่งต่อด้วยเรือสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศจีน ขณะที่ต้นทางเหมืองในเมียนมามีทุนจีนเข้าไปลงทุนตั้งแต่ระดับเหมือง และในพื้นที่รัฐฉานเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่ม รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตกองทัพเมียนมา
ภาพรวมของห่วงโซ่นี้มักมีหลายกลุ่มเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ลงทุนเหมือง, ผู้คุมพื้นที่, ผู้ขนส่งลำเลียงผ่านเมียนมาและไทย, ไปจนถึงปลายทางผู้รับซื้อในจีน ซึ่งบางส่วนอาจเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ลงทุนต้นทาง

ผลกระทบต่อแม่น้ำชายแดน และเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบย้อนกลับ
แม้การทำเหมืองแร่และการค้าแร่สร้างรายได้ให้หลายฝ่าย แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับตกกับชุมชนริมแม่น้ำ มีการตั้งข้อสังเกตว่าในบางพื้นที่ เช่น อ.แม่สอด อาจมีโกดังใกล้แม่น้ำ และเสี่ยงเกิดการปล่อยของเสียลงแม่น้ำเมย ขณะที่บริเวณต้นน้ำแม่น้ำสายและแม่น้ำกกมีการทำเหมืองหลายจุด บางแห่งมองเห็นได้จากฝั่งไทย เช่น บริเวณเทือกเขาใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
ด้าน อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ข้อมูลว่า ประสบการณ์การหารือกับฝ่ายเมียนมาที่ผ่านมา มักติดปัญหาเรื่อง “มาตรฐานไม่เท่ากัน” เช่น เมื่อไทยแจ้งตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในแม่น้ำสาย ฝั่งเมียนมาระบุว่ามาตรฐานของเขาอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร อีกทั้งบางพื้นที่ฝ่ายรัฐเข้าไม่ถึง เพราะอยู่ในเขตของกลุ่มติดอาวุธ ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการหารืออย่างเดียวเดินหน้าได้ยาก
ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการกดดันเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ชัด ตั้งแต่เหมือง, เส้นทางขนส่งผ่านเมียนมาและไทย, จนถึงปลายทางในจีน เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นภาพรวมว่าแนวริมแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก และลำน้ำสำคัญอื่นๆ มีเหมืองกี่แห่ง เป็นเหมืองประเภทใดบ้าง
หากมีข้อมูลครบ จะชี้เป้าได้ว่าเหมืองไหนทำให้เกิดการปนเปื้อน และสามารถใช้มาตรการกับการนำเข้าแร่จากแหล่งนั้นได้โดยตรง ขณะที่ชุมชนไทยในลุ่มน้ำแทบไม่ได้ประโยชน์จากการค้าแร่ แต่กลับต้องรับความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำแทน
ข่าวที่กำลังมาแรง:
ส.ส.เชียงรายโต้วาทีแก้ปัญหาน้ำพิษ มลพิษทางอากาศ PM2.5 ยา และการซื้อเสียงเรียกร้อง
ข่าวระดับชาติ - National
วิกฤตมลพิษทางอากาศ PM2.5 เพิ่มความกังวลด้านสุขภาพทั่วประเทศไทย
กรุงเทพฯ – ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหา มลพิษทางอากาศ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันและหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ถูกคาดว่าจะเพิ่มสูงในหลายพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศเตือนแบบเร่งด่วน เพราะหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว และถ้าสถานการณ์แย่ลง อาจกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้กรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า ณ วันจันทร์พบ ค่า PM2.5 เกินเกณฑ์ในหลายสิบจังหวัด ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ปทุมธานี นนทบุรี และอยุธยา รวมถึงจังหวัดสำคัญในภาคอีสานอย่างขอนแก่นและนครราชสีมา ตลอดจนพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี แนวโน้มคาดว่าค่าฝุ่นจะยิ่งหนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไป พื้นที่เสี่ยงสูงจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน
บางจุดในภาคอีสานมีค่าพุ่งได้ถึง 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ขณะที่บางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกก็เกินระดับที่ปลอดภัย ส่วนภาคใต้ยังถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า คุณภาพอากาศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี

PM2.5 สะสมในอากาศได้อย่างไร
PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร เล็กจนเข้าสู่ถุงลมปอดได้ และบางส่วนอาจผ่านเข้าสู่กระแสเลือด การสะสมของฝุ่นเกิดจากทั้งแหล่งกำเนิดในพื้นที่และมลพิษที่พัดมาจากภายนอก
ในไทย แหล่งสำคัญมักมาจากไอเสียรถยนต์ การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ฝุ่นจากงานก่อสร้าง และการเผาในที่โล่งจากซากพืชทางการเกษตร ซึ่งพบมากในฤดูแล้งช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายน อากาศที่เย็นลงและลมอ่อนทำให้มลพิษลอยค้างใกล้พื้นดิน กระจายตัวได้ยาก จึงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ รถติดและอาคารหนาแน่นยิ่งทำให้การระบายอากาศไม่ดี ส่วนพื้นที่ชนบทและภาคเหนือมักได้รับผลหนักจากการเผาชีวมวล
อีกปัจจัยที่สำคัญในภาคเหนือ รวมถึง เชียงราย คือ หมอกควันข้ามแดน ควันจากไฟป่าและการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา สามารถพัดเข้ามาตามทิศทางลมได้ หมอกควันตามฤดูกาลมักหนักช่วงมกราคมถึงมีนาคม และเมื่อรวมกับแหล่งกำเนิดในพื้นที่ ก็ทำให้ค่า PM2.5 สูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ช่วงที่ผ่านมาในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ค่าอยู่ระดับปานกลางถึงเริ่มกระทบสุขภาพในบางวัน บางพื้นที่วัดได้ราว 27-34 µg/m³ ซึ่งสูงกว่าแนวทางค่าเฉลี่ยรายปีขององค์การอนามัยโลกที่ 5 µg/m³ ด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบหุบเขาและภูเขาในภาคเหนือ มลพิษจึงระบายออกได้ช้า ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนานาน ทัศนวิสัยลดลง และคุณภาพอากาศแย่ต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อ PM2.5 สูง
การได้รับ PM2.5 ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวด้านทางเดินหายใจหรือหัวใจ อาการระยะสั้นพบได้บ่อย เช่น แสบตา ระคายคอ จาม ไอ น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก และหายใจไม่อิ่ม
หากได้รับฝุ่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงจะสูงขึ้น เช่น หอบหืดกำเริบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน งานศึกษาหลายชิ้นในไทยพบความเชื่อมโยงระหว่างค่าฝุ่นที่สูงกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยภาคเหนือมักได้รับผลชัดในช่วงฤดูหมอกควัน
ในภาพรวมทั่วประเทศ PM2.5 มีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากทุกปี ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกิน 37.5 µg/m³ บ่อยครั้ง (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทย) เมื่อสูดฝุ่นเข้าไป ร่างกายอาจเกิดการอักเสบและความเครียดออกซิเดชัน กระทบระบบหัวใจและปอด จนบางรายต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และในกรณีรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง
ระหว่างที่ภาครัฐเดินหน้าควบคุมแหล่งกำเนิด เช่น เข้มงวดการห้ามเผา เพิ่มการตรวจวัด และมาตรการช่วยลดฝุ่นบางรูปแบบ คนทั่วไปก็ลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีที่ทำได้ทันที:
- ใส่หน้ากากให้ถูกชนิด ใช้หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่อต้องออกนอกอาคาร โดยเฉพาะวันที่ฝุ่นสูง หน้ากากอนามัยทั่วไปกัน PM2.5 ได้จำกัด
- ลดกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในอาคารช่วงที่ค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้มหรือสีแดง เลี่ยงการออกกำลังกายหนักนอกบ้าน
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA และเปิดระบายอากาศเมื่อค่าฝุ่นลดลง
- เช็กคุณภาพอากาศสม่ำเสมอ ติดตามค่าจากแอปหรือข้อมูลหน่วยงานรัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ เพื่อวางแผนการเดินทาง
- ขับรถแบบลดรับฝุ่น ใช้โหมดหมุนเวียนอากาศในรถ และหลีกเลี่ยงการจอดติดเครื่องนาน ๆ
- รีบพบแพทย์เมื่อผิดปกติ หากไอไม่หยุด เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์ทันที
พื้นที่เสี่ยงสูง โดยเฉพาะเชียงรายและภาคเหนือ ควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะหมอกควันข้ามแดนอาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงถัดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รถกระบะที่บรรทุกชาวจีน 7 คน ประสบอุบัติเหตุระหว่างการไล่ล่าของตำรวจ
ข่าวระดับชาติ - National
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้แจงว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
กรุงเทพฯ – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ศิหศักดิ์ ภูเกษเกียว รีบออกมาคลายความกังวลของประชาชน หลังสหรัฐอเมริกาประกาศ “พักการดำเนินการ” วีซ่าผู้อพยพสำหรับคนสัญชาติจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทยเป็นการชั่วคราว โดยย้ำชัดว่านโยบายนี้จำกัดอยู่แค่วีซ่าที่เกี่ยวกับการพำนักถาวร และไม่กระทบกลุ่มวีซ่าไม่ใช่ผู้อพยพที่คนไทยใช้กันมาก เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน หรือวีซ่าธุรกิจ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนขั้นตอนด้านคนเข้าเมืองในภาพรวม โดยเน้นการตรวจคัดกรองตามหลัก “public charge” เพื่อประเมินว่าผู้ยื่นคำขอมีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการของรัฐหรือไม่ รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง เช่น Afghanistan, Brazil, Cambodia, Iran, Nigeria, Russia, Somalia และ Yemen
ย้ำชัด วีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่านักเรียนยังทำได้ตามปกติ
ศิหศักดิ์อธิบายว่าการพักครั้งนี้เป็น มาตรการชั่วคราว และกระทบเฉพาะ Immigrant Visa ที่ใช้เพื่อขอพำนักถาวรเท่านั้น ไม่ใช่การห้ามคนไทยเดินทางเข้าสหรัฐฯ แบบเหมารวม หลังหารือกับ Elizabeth J. Konig รักษาการอุปทูตสหรัฐฯ เขาระบุว่า วีซ่าไม่ใช่ผู้อพยพยังเปิดให้บริการตามเดิม รวมถึงวีซ่า B-1/B-2 สำหรับท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจ วีซ่า F-1 สำหรับนักเรียน และหมวดทำงานชั่วคราว
ประเด็นนี้สำคัญกับไทย เพราะมีคนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ ทุกปีเพื่อท่องเที่ยว เรียนต่อ และทำธุรกิจ อีกทั้งสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 ทำให้ความต้องการวีซ่าเยี่ยมเยือนระยะสั้นยังน่าจะมีต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มนักเรียนไทยที่ไปเรียนสายธุรกิจ วิศวกรรม หรือเทคโนโลยี ก็ยังเดินหน้าได้เหมือนเดิม ซึ่งช่วยรักษาความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนที่มีมายาวนาน
กังวลไทยถูกใส่ในรายชื่อเดียวกับอีก 75 ประเทศ
แม้จะย้ำว่าไม่กระทบการเดินทางทั่วไป แต่ศิหศักดิ์บอกตรงๆ ว่ารู้สึกกังวลที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกพักการดำเนินการวีซ่าผู้อพยพ เขามองว่าสถานการณ์ของไทยต่างจากหลายประเทศในรายชื่อ โดยชี้ว่าจำนวนคนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ แบบผิดกฎหมายมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบางประเทศที่มีปัญหาด้านคนเข้าเมืองชัดเจนกว่า
เขายังกล่าวด้วยว่าคนไทยจำนวนมากในสหรัฐฯ ทำงานสุจริต โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและงานบริการ มีส่วนช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่น และยังช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยด้วย ศิหศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าการจัดไทยรวมในกลุ่มเดียวกับประเทศที่เผชิญแรงกดดันด้านการย้ายถิ่นมากกว่า อาจทำให้สัญญาณความสัมพันธ์ทวิภาคีดูสับสน
ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญามายาวนาน ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีการพบปะระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อย้ำความร่วมมือระหว่างกัน เขายกตัวอย่างว่ามีผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการใส่ไทยไว้ในรายชื่อครั้งนี้ค่อนข้างชวนสงสัย และอยากให้สหรัฐฯ ประสานงานภายในให้ชัดขึ้น พร้อมให้คำอธิบายที่ตรงไปตรงมา
ผลกระทบโดยรวมและแนวทางต่อจากนี้
มาตรการพักการดำเนินการวีซ่าผู้อพยพถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแนวทาง “America First” ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระด้านงบประมาณจากผู้อพยพถาวร ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าการพักครั้งนี้ช่วยให้มีเวลาทบทวนกระบวนการคัดกรอง แต่ยังไม่ได้ประกาศกรอบเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน
ฝั่งไทยได้ขอรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางการทูตแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมาตรการนี้เน้นเส้นทางสู่การพำนักถาวร เช่น วีซ่าครอบครัวเพื่อกรีนการ์ด หรือวีซ่าถาวรจากการจ้างงาน ขณะที่การเดินทางทั่วไปในชีวิตประจำวันยังได้รับผลกระทบน้อย
ในช่วงนี้ คนไทยที่วางแผนไปเที่ยว เรียนต่อ หรือทำธุรกิจในสหรัฐฯ ยังดำเนินการได้ตามปกติ และยังควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานทางการ หากมีความคืบหน้าหรือรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายสหรัฐฯ จะมีการอัปเดตต่อไป
การชี้แจงของรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้สะท้อนท่าทีที่ไทยพยายามปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนานให้เดินหน้าต่ออย่างราบรื่น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าตรวจค้นโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ และจับกุมชาวจีนหลายคน
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoมีผู้เสียชีวิต 32 รายจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเศรษฐกิจเชียงรายคาดว่าจะเติบโต 2.0 เปอร์เซ็นต์
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า
-
ฟุตบอล7 days agoแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-0


