ข่าวระดับชาติ - National
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
กรุงเทพฯ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 ในปี 2569 ประกันสังคมไทยมีการปรับสำคัญ โดยเฉพาะการขยับเพดานค่าจ้างสูงสุดของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท เมื่อฐานค่าจ้างเพิ่ม เงินสมทบสูงสุดของลูกจ้างจึงขยับเป็น 875 บาทต่อเดือน (เดิม 750 บาท) แต่สิทธิหลายส่วนก็เพิ่มตามไปด้วย ทั้งเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร และที่หลายคนสนใจคือเงินบำนาญชราภาพที่มีโอกาสสูงขึ้นในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 และวางแนวทางปรับแบบขั้นบันไดในช่วงแรก (2569-2571) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น การรู้รายละเอียดจะช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นขึ้น และใช้สิทธิได้คุ้มกว่าเดิม
ปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบใหม่ ปี 2569 – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบของมาตรา 33 เป็น 17,500 บาท ขณะที่อัตราเงินสมทบยังคง 5% (นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐสมทบตามส่วนที่กำหนด) ส่งผลเป็นภาพรวมดังนี้
- ผู้มีเงินเดือน ต่ำกว่า 17,500 บาท จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือนจริง (รูปแบบเดิม)
- ผู้มีเงินเดือน ตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จ่ายเงินสมทบ สูงสุด 875 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 125 บาทจากเดิม)
การปรับเพดานนี้ไม่กระทบคนที่เงินเดือนไม่ถึงเพดานเดิม แต่กลุ่มรายได้สูงจะเห็นฐานสิทธิประโยชน์สูงขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น เงินทดแทนรายเดือนในบางกรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน) ขยับเพดานจาก 7,500 บาท เป็น 8,750 บาท ตามฐานใหม่
สิทธิประโยชน์หลักมาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) อัปเดตปี 2569
มาตรา 33 เป็นสิทธิของลูกจ้างในระบบที่มีนายจ้าง และคุ้มครองครบ 7 กรณี โดยปี 2569 มีจุดที่ปรับเพิ่มชัดเจนหลายส่วน
- เจ็บป่วยและประสบอันตราย รักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลที่เลือก และรับเงินทดแทนขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (คิดได้ราว 291.67 บาทต่อวัน, สูงสุด 180 วัน, รวมสูงสุด 52,500 บาท) จากเดิมเพดาน 7,500 บาท
- คลอดบุตร เงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง (จากเดิม 22,500 บาท) พร้อมค่าคลอดแบบเหมาจ่าย และค่าฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์
- ทุพพลภาพ เงินทดแทนทุพพลภาพสูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน โดยจำนวนที่ได้รับขึ้นกับระดับความพิการ
- ว่างงาน เงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือน (กรณีเลิกจ้างรับได้ 180 วัน, กรณีลาออก 90 วัน) โดยกรณีเลิกจ้างรวมสูงสุดได้ 63,000 บาท
- สงเคราะห์บุตร รับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)
- เสียชีวิต เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท (จากเดิม 90,000 บาท) และมีค่าทำศพตามเงื่อนไข
- ชราภาพ เงินบำนาญชราภาพ (อายุ 55 ปีขึ้นไป และส่งสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน) มีแนวโน้มสูงขึ้นตามฐานใหม่ เช่น ส่งครบ 15 ปี ได้สูงสุด 3,500 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 500 บาท) และส่งครบ 25 ปี ได้สูงสุด 6,125 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 875 บาท)
อัปเดตสิทธิทำฟัน และค่าคลอดบุตร – สิทธิประโยชน์ประกันสังคม
สำหรับ ค่าทำฟัน ปี 2569 ยังใช้เงื่อนไขเดิม ผู้ประกันตนมาตรา 33 เบิกได้สูงสุด 900 บาทต่อปี ครอบคลุมบริการพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด โดยไปใช้บริการที่คลินิกหรือสถานพยาบาลเครือข่าย และใช้บัตรประชาชนตามขั้นตอนของหน่วยบริการ
ส่วน ค่าคลอดบุตร จุดที่เห็นชัดคือเงินสงเคราะห์หยุดงานคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง จึงช่วยลดภาระช่วงลาคลอดได้มากขึ้น
เปรียบเทียบมาตรา 33, 39, 40 ปี 2569 แบบเข้าใจง่าย
- มาตรา 33 (ลูกจ้างประจำ) คุ้มครองครบ 7 กรณี เหมาะกับคนทำงานที่มีนายจ้างสมทบให้
- มาตรา 39 (สมัครต่อเนื่องหลังออกจากงาน) ได้สิทธิ 6 กรณี โดยไม่ครอบคลุมบางรายการตามเงื่อนไขของมาตรานี้ และจ่ายเงินสมทบเอง เดือนละ 432 บาท (อัตราคงที่) สิทธิด้านเจ็บป่วยยังเป็นเงินทดแทน 50% ตามฐานเดิมเป็นหลัก แต่บางสิทธิอาจได้รับผลจากการปรับฐานตามประกาศที่เกี่ยวข้อง
- มาตรา 40 (อาชีพอิสระ) เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เลือกจ่ายสมทบได้ 70, 100, 300 บาทต่อเดือน และได้ความคุ้มครองหลัก เช่น เจ็บป่วย เสียชีวิต ชราภาพ (สิทธิจะน้อยกว่ามาตรา 33)
ทั้งสามมาตราสามารถนำเงินสมทบไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง และตามเกณฑ์ของปีภาษีนั้น
เงินบำนาญชราภาพ, ส่งนานมีผลชัดในระยะยาว
อีกจุดที่หลายคนจับตาคือ เงินบำนาญชราภาพ เพราะฐานคำนวณผูกกับค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี) เมื่อเพดานค่าจ้างสูงขึ้น คนที่อยู่ในฐานรายได้สูงก็มีโอกาสได้บำนาญมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งส่งสมทบนาน ตัวเลขยิ่งขยับขึ้น และช่วยเป็นรายได้ประจำหลังเกษียณได้จริง
สรุป, จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนระยะยาวกว้างกว่าเดิม
แม้เงินสมทบของบางคนจะเพิ่ม แต่สิทธิที่ตามมาขยายขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะกลุ่มเงินเดือนสูง และคนที่ส่งสมทบต่อเนื่องยาวนาน การปรับเพดานรอบนี้ยังช่วยให้กองทุนรองรับภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้แรงงานไทยในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ควรเช็กสิทธิและสถานะผ่านแอป SSO Plus หรือเว็บไซต์ sso.go.th เป็นระยะ เพราะถ้ารู้สิทธิครบ ใช้ให้ถูกเวลา ก็ช่วยประหยัดเงินและวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก