ฟุตบอล

เบนฟิก้าสร้างความตกตะลึงด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริด 4-2 ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกที่ดุเดือด

Published

on

ค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2026 ที่เอสตาดิโอ ดา ลุซ กลายเป็นแมตช์ที่แฟนบอลพูดถึงไปอีกนาน เมื่อเบนฟิก้าสร้างเซอร์ไพรส์ชนะเรอัล มาดริด 4-2 ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบลีกเฟส เกมนี้ทีมของโชเซ มูรินโญ่เก็บสามแต้มสำคัญจนขยับเข้าโซนเพลย์ออฟ ส่วนเรอัล มาดริดพลาดพื้นที่เข้ารอบอัตโนมัติ ต้องไปลุ้นต่อในรอบเพลย์ออฟเช่นกัน

ไฮไลต์ที่ทำให้ทั้งสนามแทบไม่เชื่อสายตาคือประตูปิดกล่องนาที 90+8 จากอนาโตลีย์ ทรูบิน ผู้รักษาประตูเบนฟิก้า ที่เติมขึ้นมาโหม่งจากลูกเตะมุมส่งบอลเข้าไปแบบเด็ดขาด

ครึ่งแรก, เปิดเกมตึง, แลกกันเร็ว

เกมเริ่มด้วยจังหวะเข้มข้น เพราะนี่คือแมตช์สุดท้ายของรอบลีกเฟส ทั้งสองทีมรู้ดีว่าคะแนนมีผลโดยตรงต่ออันดับ เรอัล มาดริดที่มีคีเลียน เอ็มบัปเป้ยืนเป็นทีเด็ดดูอันตรายเวลาสวนกลับ แต่เบนฟิก้ายืนเกมรับแน่นและช่วยกันไล่กดดันได้ดี

ประตูแรกเกิดในนาทีที่ 36 เมื่ออันเดรียส เชลเดอรูป ขึ้นโหม่งจากลูกเปิดที่แม่นยำ ส่งเจ้าบ้านนำ 1-0 และเหมือนเกมจะเข้าทางเบนฟิก้า

แต่เรอัล มาดริดไม่ปล่อยให้สกอร์นำอยู่นาน ไม่นานหลังจากนั้น เอ็มบัปเป้ยิงตีเสมอแบบเฉียบขาด ทำให้จบครึ่งแรกที่ 1-1 ความนิ่งหน้าปากประตูของเขายังเป็นจุดต่างเหมือนเดิม

ครึ่งหลัง, เบนฟิก้ากดต่อ, เอ็มบัปเป้ยังไม่ยอม

กลับมาครึ่งหลัง เกมเปิดมากขึ้น เบนฟิก้าได้ประตูนำอีกครั้งจากวานเจลิส พาฟลิดิส ที่จบสกอร์หลังเกมรุกต่อบอลเร็ว สกอร์ขยับเป็น 2-1 ทีมของมูรินโญ่เล่นเป็นระบบ ขยับไลน์เพรสสูงขึ้น และหาพื้นที่ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เรอัล มาดริดยังยื้อเกมไว้ได้ เอ็มบัปเป้ทำประตูที่สองของตัวเองจากจังหวะเล่นเดี่ยวที่คมกริบ ตีเสมอ 2-2 ทำให้โมเมนตัมเหมือนเอนมาทางทีมเยือน ที่พยายามเร่งหาประตูชัยเพื่อยึดพื้นที่ท็อปแปด

อย่างไรก็ตาม เบนฟิก้าไม่ถอย เกมเข้าสู่ช่วงแลกหมัด ต่างฝ่ายต่างมีโอกาส และเบนฟิก้าทำได้อีกลูกในช่วงท้ายครึ่งหลังจนขึ้นนำ 3-2 ก่อนจะพาเกมไปสู่ช่วงทดเวลาที่วุ่นวาย

ดราม่านาที 90+8, ทรูบินโหม่งปิดเกม

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบนฟิก้าได้ลูกเตะมุมสำคัญ ตอนนั้นสกอร์อยู่ที่ 3-2 และทีมต้องการปิดเกมให้ได้ ทรูบินตัดสินใจเติมขึ้นไปในเขตโทษ เขาจับจังหวะวิ่งได้พอดี ก่อนโหม่งเต็มๆ ส่งบอลผ่านแนวรับเรอัล มาดริดเข้าประตู กลายเป็น 4-2 ในนาที 90+8

ทั้งสนามระเบิดเสียงเฮทันที ประตูนี้เป็นเหมือนช็อตสุดท้ายของเกม และเป็นตัวปิดบัญชีที่ทำให้เบนฟิก้าได้เฮเรื่องพื้นที่เพลย์ออฟจากผลต่างประตูได้เสีย ขณะที่เรอัล มาดริดร่วงลงไปอยู่อันดับ 9 ต้องไปต่อในรอบเพลย์ออฟ

สรุปเหตุการณ์สำคัญในเกม

  • 36′ อันเดรียส เชลเดอรูป (เบนฟิก้า) โหม่งให้ทีมขึ้นนำ 1-0
  • ช่วงท้ายครึ่งแรก คีเลียน เอ็มบัปเป้ (เรอัล มาดริด) ยิงตีเสมอ 1-1
  • ครึ่งหลัง วานเจลิส พาฟลิดิส (เบนฟิก้า) ยิงให้เบนฟิก้านำ 2-1
  • ต่อมา เอ็มบัปเป้ยิงประตูที่สอง ตีเสมอ 2-2
  • ช่วงประมาณ 80-90 เบนฟิก้ายิงเพิ่ม นำ 3-2 (ตามรายงานหลังเกม)
  • 90+8 อนาโตลีย์ ทรูบิน (ผู้รักษาประตูเบนฟิก้า) โหม่งจากเตะมุม ปิดเกม 4-2

คนเด่นเบนฟิก้าและสถิติหลัก

เบนฟิก้าชนะด้วยวินัยและความเด็ดขาดในจังหวะสำคัญ สถิติหลักสะท้อนภาพเกมที่สูสี แต่เจ้าบ้านคมกว่าในช่วงตัดสิน

ผู้เล่น ตำแหน่ง ผลงานเด่น
Anatoliy Trubin ผู้รักษาประตู โหม่งทำประตู 90+8, เซฟหลายจังหวะ
Andreas Schjelderup กองกลาง ทำประตูขึ้นนำ (36′)
Vangelis Pavlidis กองหน้า ทำประตูให้ทีมหนีเป็น 2-1
สถิติทีม ครองบอลประมาณ 48%, ยิง 14 ครั้ง, ทำได้ 4 ประตู

เรอัล มาดริด, เอ็มบัปเป้เด่นแต่เกมรับพังช่วงท้าย

เรอัล มาดริดได้เอ็มบัปเป้แบกเกมด้วยสองประตู แต่แนวรับมาเสียจังหวะในช่วงท้าย โดยเฉพาะลูกเตะมุมสุดท้ายที่เคลียร์ไม่ขาด และโดนลงโทษทันที

ผู้เล่น ตำแหน่ง ผลงานเด่น
Kylian Mbappé กองหน้า เหมาสองประตู (ตีเสมอ 1-1 และ 2-2)
สถิติทีม ครองบอลประมาณ 52%, ยิง 12 ครั้ง, ทำได้ 2 ประตู

ผลการแข่งขันและความหมายต่อการเข้ารอบ

เกม เบนฟิก้า ปะทะ เรอัล มาดริด นัดนี้ทำให้ตารางเปลี่ยนทันที เบนฟิก้าได้ตั๋วเพลย์ออฟแบบเฉียดฉิวจากผลต่างประตูได้เสีย ส่วน Real Madrid ต้องไปเล่นรอบเพลย์ออฟหลังจบอันดับนอกโควตาเข้ารอบอัตโนมัติ แมตช์นี้ถูกจดจำในฐานะเกมที่มีทั้งประตูเยอะ จังหวะพลิกไปมา และภาพโกลทำประตูในนาทีสุดท้ายที่หาได้ยากมากในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2025/26

คริสตัล พาเลซ พบกับ เชลซี คริสตัล พาเลซ พ่ายแพ้ให้กับเชลซี 3-1

 

 

Trending

Exit mobile version