การเงิน
ร้านทองในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการปิดตัวลงหลังจากราคาสูงเกิน 70,000 บาท
สมาคมค้าทองคำของไทยออกมาเตือนแบบตรงไปตรงมา ราคาทองที่พุ่งเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำ อาจทำให้ร้านทองหลายสิบร้านต้องปิดตัวในปี 2026 เพราะกำลังซื้อทองรูปพรรณหายไปอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันคนทั่วไป ประธานสมาคมฯ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ระบุว่า ราคาทองในประเทศที่ขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับนี้บ่อยขึ้น ทำให้ทองจากของคู่สังคมไทยกลายเป็นของแพงที่เอื้อมยาก ร้านทองดั้งเดิมและงานในสายอาชีพนี้จึงเสี่ยงกระทบเป็นวงกว้าง
ราคาทองทำสถิติสูง กดตลาดในประเทศหนัก
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทองไทยผันผวนแรง ราคาขายทองคำแท่งและทองรูปพรรณขยับขึ้นลงบ่อย และแตะเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำเป็นระยะ (ทองคำแท่ง 1 บาทหนักราว 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณจะน้อยกว่าเล็กน้อย) ประกาศราคาจากสมาคมค้าทองคำสะท้อนความผันผวนชัด บางรอบปรับลง 500 บาท บางรอบดีดขึ้นเกิน 1,000 บาทในวันเดียว เพราะราคาผูกกับตลาดโลกใกล้มาก ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ราคาแกว่งอยู่แถวระดับนี้หรือสูงกว่า และทองรูปพรรณมักแพงกว่าเพราะมีค่าแรงและค่าฝีมือ
แรงขึ้นครั้งนี้ต่อเนื่องมาหลายปี กลางปี 2025 ราคาเคยไต่ใกล้ 60,000 บาท ต่อบาททองคำ และตอนนั้นก็มีการประเมินกันว่า ระดับ 70,000 บาท อาจเกิดขึ้นได้ในต้นปี 2026 เมื่อราคาขึ้นเร็วแบบนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือยอดขายหน้าร้าน โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่คนไทยซื้อใส่ในงานแต่ง งานบุญ เทศกาล หรือให้เป็นของขวัญ ลดลงแรง มีรายงานบางช่วงยอดขายหายไปมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ
ร้านทองแบบดั้งเดิมที่เป็นกิจการครอบครัว ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และต่างจังหวัด ต้องเจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือคนซื้อน้อยลง และกำไรหน้าร้านตึงขึ้น เพราะลูกค้าหันไปมองทองเป็นการลงทุนมากกว่าของใช้ใส่ได้ พอสัดส่วนทองรูปพรรณลดลง ช่างทองและร้านขายปลีกที่พึ่งพางานชิ้นงานจึงกระทบหนัก
สัญญาณที่สมาคมฯ ส่งออกมาชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาแพง” แต่เป็นโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนไป นักลงทุนหรือคนเก็งกำไรอาจได้ประโยชน์จากราคา แต่ฝั่งทองรูปพรรณที่เลี้ยงคนจำนวนมากกลับหดตัว มีร้านที่ปิดไปแล้วในปี 2025 และปี 2026 อาจเห็นการปิดเพิ่ม ถ้ากำลังซื้อไม่กลับมา หรือราคายังแกว่งแรงแบบนี้
ปัจจัยที่ดันราคาทองโลก และส่งผลถึงไทย
ราคาทองในไทยขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งทำสถิติใหม่หลายครั้ง ทองเคยขยับเกิน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2025 และแรงซื้อยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 สาเหตุหลักมาจากหลายเรื่องที่โยงกัน
เรื่องแรกคือ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ความตึงเครียดทางการค้า รวมถึงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนและสถาบันหันหาที่พักเงินที่คนเชื่อว่าปลอดภัยกว่า ทองจึงถูกซื้อเพิ่มในช่วงที่ความเสี่ยงสูง
เรื่องถัดมาคือทิศทางดอกเบี้ย โดยเฉพาะความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจลดดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์อ่อนลง เมื่อผลตอบแทนจริงลดลง สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองก็ดูน่าสนใจกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร และดอลลาร์ที่อ่อนลงยังช่วยให้แรงซื้อจากประเทศต่างๆ เดินหน้าต่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงในไทยด้วย
อีกแรงสำคัญที่เห็นต่อเนื่องคือ ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งซื้อทอง ในระดับสูงมาก หลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ต้องการกระจายความเสี่ยงจากทุนสำรองที่อิงดอลลาร์มากเกินไป การซื้อจากภาครัฐมักเป็นการซื้อเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้อ่อนไหวกับราคาเท่าฝั่งนักลงทุนทั่วไป จึงกลายเป็นแรงพยุงราคาในระยะยาว รายงานในช่วงหลังยังระบุภาพรวมว่ามีการเพิ่มทองคำหลายร้อยตันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และแนวโน้มลดการพึ่งพาดอลลาร์
นอกจากนั้น แรงซื้อผ่านกองทุน ETF ทองคำ รวมถึงการซื้อทองแท่งและเหรียญทองก็เพิ่มขึ้นในบางช่วง เมื่อความต้องการมากขึ้น แต่ปริมาณทองจากเหมืองเพิ่มได้ไม่ทัน ภาพรวมจึงออกมาเป็นตลาดที่ตึงตัว และราคาขยับขึ้นต่อ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย
สำหรับไทย ราคาแพงไม่ได้กระทบแค่พอร์ตการลงทุน แต่ไปถึงพฤติกรรมของคนทั่วไปด้วย ค่าเงินบาทที่แกว่งตามเงินทุนและการไหลเข้าออกของทอง ทำให้ภาครัฐต้องจับตา และมีมาตรการบางอย่างกับการเก็งกำไรออนไลน์ เพื่อไม่ให้กระทบค่าเงินมากเกินไป
ในชีวิตประจำวัน คนจำนวนมากรู้สึกว่าทองรูปพรรณเริ่มไกลตัว การซื้อใส่ตามประเพณี หรือซื้อเป็นของขวัญทำได้ยากขึ้น เมื่อยอดซื้อหาย ช่างทอง ร้านทอง และแรงงานที่เกี่ยวกับงานฝีมือก็โดนเต็มๆ บางร้านพยายามปรับตัว หันไปเน้นซื้อขายทองคำแท่ง หรือเพิ่มช่องทางออนไลน์ แต่ร้านเก่าหลายแห่งยังต้องสู้กับต้นทุนและกำลังซื้อที่หดตัว
แนวโน้มปี 2026 และหลังจากนั้น
นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่า ราคาทองมีแรงหนุนต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยอาจอยู่ในช่วง 4,700-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่าในช่วงหลังของปี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาทองในไทยก็มีโอกาสยืนระดับสูงต่อไป แรงซื้อจากธนาคารกลาง และความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศยังเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่ตลาดก็ยังมีโอกาสพักฐานหรือย่อตัวได้ หากแรงซื้อเริ่มอิ่ม หรือมีแรงขายทำกำไร
สำหรับธุรกิจค้าทองไทย การปรับตัวกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ คำเตือนของสมาคมฯ สะท้อนว่าตลาดที่เคยพึ่งทองรูปพรรณกำลังเปราะบางขึ้น ทองยังเป็นสินทรัพย์ที่คนใช้กันความเสี่ยงได้ แต่ราคาที่พุ่งสูงก็แลกมาด้วยแรงกดดันต่อร้านทองดั้งเดิม และวิถีการซื้อขายที่ผูกกับวัฒนธรรมไทยมายาวนาน
ชาวบ้านภาคเหนือของไทยเรียกร้องให้เร่งดำเนินการควบคุมฝุ่นละออง PM2.5 และหมอกควัน