ข่าวระดับชาติ - National
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ
เชียงราย – สถานการณ์การปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนภาคเหนือยังถูกจับตาใกล้ชิด หลังมีรายงานตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก, แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง บริเวณ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง
กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำทุก 2 เดือน โดยการตรวจครั้งที่ 14 ช่วงวันที่ 9-12 ธ.ค. 2568 พบว่าแม่น้ำสายมีค่าสารหนู 0.011-0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำรวกตรวจพบทองแดงบริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้าง 0.154 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานเช่นกัน ส่วนจุดตรวจอื่นๆ ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
ประเด็นนี้ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลว่าเหมืองแร่ใกล้ลำน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อาจยังเป็นต้นทางของปัญหา เพราะการขนส่งแร่ยังเดินหน้า และมีข้อมูลว่าแร่จำนวนหนึ่งถูกลำเลียงผ่านไทย ก่อนส่งออกต่อผ่านท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปยังประเทศจีน
ข้อมูลนำเข้าแร่จากเมียนมา ผ่านด่านชายแดนหลายจุด
ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2565-2568 ไทยนำเข้าแร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีสผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมีตัวเลขดังนี้
- ปี 2565 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 39.3 ล้านบาท
- ปี 2566 ปริมาณ 4.1 ตัน มูลค่า 133.8 ล้านบาท
- ปี 2567 ปริมาณ 4.6 ตัน มูลค่า 151.3 ล้านบาท
- ปี 2568 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 58.3 ล้านบาท
ส่วนแร่แมงกานีส ปี 2565 มีการนำเข้า 10,925 ตัน และหากดูยาวตั้งแต่ปี 2559-2568 พบมีเอกชน 41 รายเกี่ยวข้อง บางรายนำเข้าปีละมากกว่า 20,000-30,000 ตัน โดยผ่านด่านศุลกากรแม่สาย อ.แม่สาย เป็นหลัก
นอกจากแม่สาย ยังมีการนำเข้าแร่ผ่านด่านอื่นๆ ด้วย เช่น ด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก, ด่านศุลกากรสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
สำหรับแร่ตะกั่ว มีการนำเข้าในปี 2568 มูลค่า 940.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรแม่สอด อีกทั้งยังพบการนำเข้าแร่ทองแดงและทังสเตนในปริมาณไม่มาก
แร่พวงพุ่งสูง โดยเฉพาะผ่านด่านแม่สอด
แร่ที่ถูกนำเข้าในปริมาณสูงมากช่วงปี 2567-2568 โดยเฉพาะปี 2568 (9 เดือนแรก) คือแร่พวง พบเอกชน 88 รายเป็นผู้นำเข้า
ที่ด่านศุลกากรแม่สอด มีเอกชนบางรายนำเข้าแร่พวงสูงถึง 59,265.5 ตัน มูลค่า 2,558.8 ล้านบาท รายที่ตามมานำเข้า 28,847.3 ตัน และรายอื่นๆ ลดหลั่นกันไป
รวมทั้งปี 2568 ไทยนำเข้าแร่พวงผ่านด่านศุลกากรแม่สอดรวม 106,289.1 ตัน มูลค่า 5,729.7 ล้านบาท และยังมีการนำเข้าแร่พวงที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปในปีเดียวกันอีก 4,253.7 ตัน มูลค่า 7,170.2 ล้านบาท
ส่งออกผ่านแหลมฉบัง ก่อนปลายทางไปจีน
ข้อมูลอีกด้านที่ถูกพูดถึงคือ แร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีส, แร่แมงกานีส และแร่พวง มีการส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบังในจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่พวง เมื่อรวมการส่งออกทุกจุดในปี 2568 พบปริมาณส่งออก 39,593.17 ตัน มูลค่า 3,260.78 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า แร่ที่ขนไปท่าเรือแหลมฉบังจะถูกส่งต่อด้วยเรือสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศจีน ขณะที่ต้นทางเหมืองในเมียนมามีทุนจีนเข้าไปลงทุนตั้งแต่ระดับเหมือง และในพื้นที่รัฐฉานเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่ม รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตกองทัพเมียนมา
ภาพรวมของห่วงโซ่นี้มักมีหลายกลุ่มเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ลงทุนเหมือง, ผู้คุมพื้นที่, ผู้ขนส่งลำเลียงผ่านเมียนมาและไทย, ไปจนถึงปลายทางผู้รับซื้อในจีน ซึ่งบางส่วนอาจเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ลงทุนต้นทาง
ผลกระทบต่อแม่น้ำชายแดน และเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบย้อนกลับ
แม้การทำเหมืองแร่และการค้าแร่สร้างรายได้ให้หลายฝ่าย แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับตกกับชุมชนริมแม่น้ำ มีการตั้งข้อสังเกตว่าในบางพื้นที่ เช่น อ.แม่สอด อาจมีโกดังใกล้แม่น้ำ และเสี่ยงเกิดการปล่อยของเสียลงแม่น้ำเมย ขณะที่บริเวณต้นน้ำแม่น้ำสายและแม่น้ำกกมีการทำเหมืองหลายจุด บางแห่งมองเห็นได้จากฝั่งไทย เช่น บริเวณเทือกเขาใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
ด้าน อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ข้อมูลว่า ประสบการณ์การหารือกับฝ่ายเมียนมาที่ผ่านมา มักติดปัญหาเรื่อง “มาตรฐานไม่เท่ากัน” เช่น เมื่อไทยแจ้งตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในแม่น้ำสาย ฝั่งเมียนมาระบุว่ามาตรฐานของเขาอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร อีกทั้งบางพื้นที่ฝ่ายรัฐเข้าไม่ถึง เพราะอยู่ในเขตของกลุ่มติดอาวุธ ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการหารืออย่างเดียวเดินหน้าได้ยาก
ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการกดดันเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ชัด ตั้งแต่เหมือง, เส้นทางขนส่งผ่านเมียนมาและไทย, จนถึงปลายทางในจีน เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นภาพรวมว่าแนวริมแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก และลำน้ำสำคัญอื่นๆ มีเหมืองกี่แห่ง เป็นเหมืองประเภทใดบ้าง
หากมีข้อมูลครบ จะชี้เป้าได้ว่าเหมืองไหนทำให้เกิดการปนเปื้อน และสามารถใช้มาตรการกับการนำเข้าแร่จากแหล่งนั้นได้โดยตรง ขณะที่ชุมชนไทยในลุ่มน้ำแทบไม่ได้ประโยชน์จากการค้าแร่ แต่กลับต้องรับความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำแทน