ข่าวอาชญากรรม - Crime
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย – กรม อาเซียน จัดประชุมที่ The Heritage Hotel ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้มาแบบพิธีการเท่านั้น แต่เหมือนนัดเช็กความจริงเรื่องชายแดนภาคเหนือ ทั้งปัญหา PM2.5 เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ย้ายฐานทันทีเมื่อการบังคับใช้กฎหมายเริ่มกดดัน
กิจกรรม การจัดแสดงสินค้าอาเซียน ภายใต้กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสื่อท้องถิ่น Nakorn Chiang Rai ตั้งใจให้มากกว่าการบรรยายในห้องเรียน เพราะเชื่อมเรื่อง “อาเซียน” เข้ากับชีวิตจริงของคนชายแดน เจ้าของธุรกิจ นักเรียน ครู และหน่วยงานพื้นที่ ที่ต้องรับผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยพร้อมกัน
มีผู้เข้าร่วมราว 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานจังหวัดนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากเครือข่าย ห้องสมุดอาเซียน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ
เพราะในห้องมีทั้งคนทำงานนโยบายและคนที่เจอปัญหาหน้างาน บทสนทนาจึงขยับจากโครงสร้างอาเซียนไปสู่ความต้องการจริงอย่างรวดเร็ว หลายคนอยากรู้แบบชัดๆ ว่ากลไกอาเซียนช่วยอะไรได้บ้าง และเชียงรายจะใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร
อาเซียนใกล้ตัวขึ้น เมื่ออยู่ติดชายแดน
การจัดงานที่เชียงรายส่งสารชัดเจน จังหวัดนี้เป็นประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า ท่องเที่ยว และการเดินทางของผู้คน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยน ปัญหาก็อาจไหลเข้ามาถึงชุมชนชายแดนภายในไม่กี่วัน
ขณะเดียวกัน ขนาดของอาเซียนก็เปิดโอกาสให้พื้นที่ท้องถิ่นได้จริง ประชากรมีจำนวนมหาศาล และการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวหลังโควิด หากผู้ประกอบการวางแผนเชื่อมตลาดภูมิภาคเป็นระบบ ก็มีโอกาสต่อยอดสินค้าและบริการของเชียงราย
อย่างไรก็ตาม โอกาสมักมากับความเสี่ยง เมื่อความเชื่อมโยงข้ามแดนเพิ่มขึ้น ช่องโหว่ชายแดนก็กลายเป็นจุดที่ปัญหาแทรกได้ง่าย หมอกควันกระจายเร็วเกินกว่าที่พื้นที่จะคุมได้ และขบวนการหลอกลวงออนไลน์โตเร็วกว่ามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ
ประเด็นหลัก: ฝุ่นข้ามแดนต้องร่วมมือแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ขอปีต่อปี
หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือมลพิษทางอากาศข้ามแดน ภายใต้แนวทาง “Blue Sky Strategy” ที่ไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน ระบุว่า PM2.5 กระทบสุขภาพโดยตรง และเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ
เพราะเหตุนี้ ไทยจึงทำงานกับคู่ร่วมมือหลัก โดยเฉพาะเมียนมาและลาวแบบระยะยาว ไม่ใช่คุยกันเฉพาะช่วงควันหนัก
เธอยังกล่าวถึงเวทีหารือแบบหลายภาคส่วนที่จัดในเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งไทย ลาว และเมียนมาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น เพื่อหนุนการทำงานร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการพื้นที่ป่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการติดตามจุดความร้อน เครื่องมือเหล่านี้สำคัญ เพราะช่วยให้การทำงานขั้นต่อไปเกิดขึ้นได้จริง
สารหลักของประเด็นนี้ตรงไปตรงมา ไทยแก้ปัญหาหมอกควันด้วยมาตรการในประเทศอย่างเดียวไม่พอ เพราะแหล่งกำเนิดบางส่วนอยู่นอกเขตอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับวิธีทำเกษตร การดูแลป่า และระบบเตือนภัยที่ยังเชื่อมกันข้ามพรมแดนได้ไม่ดี
ในส่วนของกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มี “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน” ซึ่งร่างขึ้นในปี 2545 และบางส่วนในปี 2546 การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในเชียงรายสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วน เนื่องจากปัญหายังไม่หายไป เพียงแต่ต้องการกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรมและมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เขียนไว้บนกระดาษเท่านั้น
เรื่อง PM2.5 ยังไม่จบแค่ตัวเลขรายวัน แนวทางด้านสาธารณสุขระดับโลกชี้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ปรับเกณฑ์คำแนะนำ PM2.5 ให้เข้มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะหลักฐานผลกระทบชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานวิทยาศาสตร์เข้มขึ้น ระบบบริหารจัดการก็ต้องเข้มขึ้นด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่ภูมิประเทศเอื้อต่อการกักฝุ่นในช่วงลมสงบ
คนในพื้นที่ยังพูดถึงมุมปฏิบัติ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมไทยใช่มาตรฐาน PM2.5 แบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังในประเทศ เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ ความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงขึ้นทันที ดังนั้นชุมชนจึงต้องได้คำแนะนำที่ชัดเจน ทั้งการป้องกันส่วนบุคคลและมาตรการในพื้นที่สาธารณะ
อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนอยากได้การคุ้มครองที่ใช้ได้จริง
ถ้าหมอกควันเห็นได้ด้วยตา อาชญากรรมออนไลน์มักซ่อนตัว แต่สร้างความเสียหายทุกวัน ประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาพูดแบบตรงๆ ชาวบ้านต้องการความร่วมมือที่หยุดการหลอกลวงตั้งแต่ต้นทาง และลดความเสียหายของเหยื่อให้ได้
วิทยากรอ้างถึงกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส แนวทางสำคัญคือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง แบ่งปันวิธีทำงานที่ได้ผล และพัฒนาไปสู่การสืบสวนร่วม เป้าหมายคือทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรลดลง
นางสาวสุชาดา เมฆธารา อธิบายว่า อาเซียนมีการประชุม การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ เธอยังพูดถึงแผนความร่วมมือที่ไทยผลักดันเรื่องการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งในทางปฏิบัติช่วยหนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล วิธีการร่วมกัน และงานเชิงลึกมากขึ้น เช่น การติดตามเส้นทางเงิน และการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้โอนเงินที่ถูกหลอกมา
ภาพนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ของหลายประเทศในภูมิภาค กลุ่มหลอกลวงมักย้ายฐานไปพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนกว่า หรือใช้ช่องว่างเขตอำนาจระหว่างชายแดนให้เป็นประโยชน์
หลายองค์กรระหว่างประเทศก็เตือนว่า เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตเร็วและทำงานข้ามพรมแดน ดังนั้นประเทศปลายทางต้องช่วยเหยื่อให้ทันเวลา และตามเงินที่ไหลผ่านหลายชั้นให้ได้ สำหรับเชียงราย ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จำนวนจับกุมเท่านั้น แต่รวมถึงการลดแรงจูงใจ ปิดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยี และทำให้พื้นที่ตั้งฐานทำได้ยากขึ้น
ห้องสมุดอาเซียน เพราะความรู้ช่วยป้องกันได้ระยะยาว
นอกจากเรื่องหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ งานโรดโชว์ยังเน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านโครงการ ASEAN Library เจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2014 และขยายครบทั้ง 77 จังหวัดในปี 2025
นางสาวสุชาดาอธิบายว่า โรงเรียนใช้ ASEAN Libraries ทำกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียน ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพกว้าง เข้าใจบทบาทของไทยในภูมิภาค และฝึกอยู่ร่วมกับความหลากหลาย แนวคิดนี้จับต้องได้ เพราะสังคมที่แข็งแรงไม่ได้พึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมีการศึกษา ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน
ขั้นต่อไปที่พูดถึงในเวทีคือการอัปเดตเนื้อหา เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูใน 9 จังหวัดภาคเหนือ หากเครือข่ายนี้โตขึ้น ก็ช่วยกระจายข้อมูลความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เช่น วิธีรับมือหมอกควัน การระวังมิจฉาชีพออนไลน์ และการรับมือข่าวปลอม ให้ถึงนักเรียนและครอบครัวในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
เชียงรายได้อะไรจาก Roadshow ครั้งนี้
ในเวทีมีการสรุปประโยชน์ของอาเซียนไว้ 3 มิติ คือความร่วมมือด้านการเมือง ความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคม เมื่อความมั่นคงดี ธุรกิจเดินหน้าได้ รายได้ดีขึ้น และชุมชนที่เข้มแข็งก็เปราะบางต่อปัญหาข้ามแดนน้อยลง
สำหรับคนทำงานในพื้นที่ ภาพใหญ่ต้องตามด้วยการลงมือทำที่ชัดเจน
- สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ: เชียงรายควรทำให้ข้อมูลเตือนภัยแปลงเป็นการปฏิบัติได้จริงในชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน หน่วยงานต้องใช้ช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่กับพื้นที่เสี่ยงฝั่งเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
- ความปลอดภัยและอาชญากรรมข้ามชาติ: การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและวิธีทำงานควรถูกแปลงเป็นคำแนะนำที่คนทั่วไปทำตามได้ เช่น วิธีสังเกตกลโกง ขั้นตอนอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ และการป้องกันไม่ให้กลายเป็นเหยื่อรายต่อไป ผ่านการสื่อสารชุมชนและโรงเรียน
- การศึกษาและทุนมนุษย์: เครือข่าย ASEAN Library ต่อไปควรหนุนทักษะพลเมืองดิจิทัลให้เข้มขึ้น ข่าวปลอมแพร่เร็วพอๆ กับหมอกควัน เนื้อหาที่ทันสมัยช่วยให้การป้องกันอยู่ได้นานกว่าแค่มาตรการระยะสั้น
เปลี่ยน “อาเซียน” ให้เป็นความสบายใจในชีวิตประจำวัน
สารที่ชัดจากเวทีนี้คือ ปัญหาหมอกควันและอาชญากรรมข้ามชาติลงกระทบคนโดยตรง ไทยจึงต้องทำงานกับประเทศเพื่อนบ้านแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นฤดูกาล ในมุมของนโยบาย นี่คือความพยายามยกระดับปัญหาชายแดนจากแรงกดดันพื้นที่ ให้กลายเป็นวาระร่วมของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม คนจะตัดสินจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พวกเขาจะดูว่าอากาศดีขึ้นกี่วัน การแจ้งเตือนถึงกลุ่มเสี่ยงเร็วแค่ไหน จำนวนเหยื่อหลอกลวงลดลงหรือไม่ และช่องทางช่วยเหลือทำงานได้จริงเมื่อจำเป็น
เชียงรายอยู่แนวหน้าเสมอ
ASEAN Roadshow ที่เชียงรายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนความคาดหวังใหม่ สำหรับคนจำนวนมาก อาเซียนไม่ใช่คำไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่อยากเห็นการใช้งานจริง เพื่อรับมือ PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่บ่อนทำลายความไว้ใจและเงินเก็บของผู้คน
เชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งจังหวัดบนแผนที่ แต่หลายครั้งกลับรับแรงกระแทกก่อนและชัดที่สุด เพราะอย่างนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อพาไปสู่การลงมือทำ กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคก็มีค่าก็ต่อเมื่อคนหายใจได้โล่งขึ้น รู้สึกปลอดภัยขึ้น และเห็นโอกาสที่ดีขึ้นในชุมชนของตัวเอง
ท้ายที่สุด งานนี้ไม่ได้ทิ้งไว้แค่กำหนดการหรือภาพหมู่ แต่ทิ้ง “งานร่วม” ให้หน่วยงานรัฐ โรงเรียน และชุมชนช่วยกันแปลงความร่วมมือระดับภูมิภาค ให้เป็นอากาศที่สะอาดขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเชียงราย และประเทศไทยโดยรวม