Connect with us

learning - การเรียนรู้

คุณรู้หรือไม่ ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท เเต่ละประเภทดีเเตกต่างกันอย่างไร

Published

on

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท

หากคิดจะทำประกันรถยนต์ สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก็คือประกันรถยนต์ซึ่งมีหลากหลาย และเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนเกี่ยวกับการทำประกันรถยนต์ ครั้งนี้ทางบทความจึงถือโอกาสนำรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของประกันภัยรถยนต์มาฝาก ก่อนทำการตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์มาคุ้มครองการใช้งานรถยนต์ โดยประเภทของประกันรถยนต์ มีดังนี้

1.ประกันรถยนต์ชั้น 1

ชนิดของประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด โดยจะคุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ทั้งแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นรถชนรถ หรือรถชนวัตถุอื่นๆ เช่น ต้นไม้ กำแพง เสาไฟ เป็นต้น ประกันก็จะจ่ายค่าสินไหมในการซ่อมแซมรถยนต์ให้ อีกทั้งยังคุ้มครองความเสียหายของกระจกรถยนต์ด้วย นอกจากนี้ประกันรถยนต์ชั้น 1 ยังคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ และน้ำท่วมอีกด้วย

ทั้งนี้ยังมีการคุ้มครองความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณีและผู้ขับขี่เอง รวมถึงคุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่ ข้อดีคือคุ้มครองทุกอย่าง ทั้งค่าซ่อมรถและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังชดเชยเรื่องรถหาย รถไฟไหม้ น้ำท่วม แต่ข้อเสียคือเบี้ยประกันแพงที่สุดเมื่อเทียบกับชั้นอื่นๆ

2.ประกันรถยนต์ชั้น 2+

ชนิดประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครอบคลุมมากรองลงมาจากประกันชั้น 1 การคุ้มครองเกือบเหมือนชั้น 1 ทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวคือจะไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์แบบไม่มีคู่กรณี กล่าวคือถ้าหากเป็นการขับไปชนวัตถุต่างๆ ประกันก็จะไม่จ่ายค่าสินไหมให้ ส่วนในเรื่องการเอาประกันเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาลของบุคคลภายนอกและตัวผู้ขับขี่เอง รวมถึงค่าประกันตัวผู้ขับขี่ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ก็ยังคุ้มครองอยู่

ข้อดีคือคุ้มครองเกือบทุกอย่าง และประหยัดกว่าประกันชั้น 1 แต่ข้อเสียคือไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์แบบไม่มีคู่กรณี นั่นหมายความว่าคนที่เลือกทำประกันชั้นนี้ต้องมั่นใจว่าตัวเองจะไม่พลาดขับรถไปชนสิ่งกีดขวางหรือวัตถุต่างๆ หากยังเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ถือเป็นข้อเสียที่สำคัญที่สุด เพราะการยอมจ่ายประกันชั้น 1 อาจคุ้มกว่าการมานั่งจ่ายค่าซ่อมที่เกิดจากการขับชนวัตถุต่างๆ ด้วยตนเอง

3.ประกันรถยนต์ชั้น 2

ถัดมากับประกันรถยนต์ชั้น 2 หลักๆ คือไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการชนแบบมีหรือไม่มีคู่กรณี แต่จะคุ้มครองกรณีรถหายและรถไฟไหม้

นอกจากนี้ก็จะคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ภายในวงเงินที่ผู้เอาประกันทำไว้ และคุ้มครองต่ออาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตต่อบุคคลภายนอกที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ส่วนตัวผู้ขับขี่เองจะได้ค่าสินไหมในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันอุบัติเหตุกรณีสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต และค่าประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดีคือค่อนข้างประหยัดเพราะเบี้ยประกันถูกกว่าชั้น 1 และ 2+ แต่ข้อเสียคือจะไม่ซ่อมรถให้ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร

4.ประกันรถยนต์ชั้น 3+

สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 3+ การคุ้มครองจะเกือบเหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 2+ แต่ 3+ จะไม่คุ้มครองกรณีรถหายและรถไฟไหม้ นอกจากนี้ก็จะเป็นการคุ้มครองการรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณีและผู้ขับขี่เอง รวมถึงคุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อดีคือเบี้ยประกันถูก และมีการคุ้มครองกรณีรถชนแบบมีคู่กรณี รวมถึงคุ้มครองกรณีรถน้ำท่วม แต่ข้อเสียคือการคุ้มครองถือว่าน้อยมาก และไม่มีการคุ้มครองกรณีรถหายและรถไฟไหม้ด้วย

5.ประกันรถยนต์ชั้น 3

ประกันรถยนต์ชั้น 3 จะเป็นการคุ้มครองการรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณีและผู้ขับขี่เอง รวมถึงคุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่ โดยจะไม่คุ้มครองเรื่องความเสียหายของรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถชนหรือรถหาย หรือแม้แต่รถไฟไหม้ รถน้ำท่วม ประกันชั้น 3 จะไม่คุ้มครองเลย

ข้อดีคือเบี้ยประกันถูกที่สุด แต่ข้อเสียคือแทบจะไม่คุ้มครองอะไรเลย โดยเฉพาะการคุ้มครองเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งประกันชั้น 3 จะไม่ครอบคลุม หากเกิดเหตุขึ้นจริง ภาระจะตกเป็นของเจ้าของรถเกือบทั้งหมด

6.ประกันรถยนต์เคลมศูนย์

ประกันรถยนต์เคลมศูนย์ คือประกันที่คุ้มครองการซ่อมแซมความเสียหายของรถยนต์ภายในศูนย์รถยนต์ สามารถนำรถส่งซ่อมที่ศูนย์ได้ โดยที่ประกันภัยจะทำการจ่ายสินไหมให้ภายในทุนประกันที่ได้รับ ซึ่งประกันรถยนต์เคลมศูนย์จะมีในประกันภัยที่คุ้มครองเรื่องการซ่อมแซมรถยนต์ ได้แก่ ประกันชั้น 1 ชั้น 2+ 3+

ข้อดีคือการซ่อมแซมตามมาตรฐานของศูนย์รถยนต์ มั่นใจเรื่องอะไหล่แท้ และคุณภาพในการบริการ แต่ข้อเสียคือเบี้ยประกันจะสูงกว่าประกันรถยนต์เคลมอู่

7.ประกันรถยนต์เคลมอู่

ประกันรถยนต์เคลมอู่ คือประกันที่คุ้มครองการซ่อมแซมความเสียหายของรถยนต์ภายในอู่รถยนต์ที่อยู่ในเครือหรือเป็น Partner กับประกันภัยเจ้านั้นๆ ซึ่งประกันรถยนต์เคลมอู่จะมีในประกันภัยที่คุ้มครองเรื่องการซ่อมแซมรถยนต์ ได้แก่ ประกันชั้น 1 ชั้น 2+ 3+ เช่นเดียวกับประกันเคลมศูนย์

ข้อดีคือเบี้ยประกันถูกกว่าประกันรถยนต์เคลมศูนย์ แต่ข้อเสียคืออู่ซ่อมรถจะมีมาตรฐานการบริการที่แตกต่างกันออกไปแต่ละอู่ รวมถึงมาตรฐานการซ่อมแซมที่แตกต่างกันด้วย แต่โดยส่วนมากอู่ที่สามารถเป็น Partner กับประกันภัยได้นั้น ก็จะต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วในระดับหนึ่ง

8.ประกันรถยนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรก

ประกันรถยนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกคือ การที่เอารถไปเคลมเพื่อซ่อมแซมโดยที่เจ้าของรถไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักบาท หากค่าใช้จ่ายในการซ่อมนั้นอยู่ภายในทุนประกันที่ทำไว้ ข้อดีคือจ่ายเบี้ยประกันแล้วมักจะจบทีเดียว ไม่ว่าจะเคลมกี่ครั้งภายในระยะเวลาที่คุ้มครอง (ยกเว้นกรณีชนหนักจนค่าซ่อมเกินทุนประกัน) ข้อเสียคือเบี้ยประกันแพงกว่าประกันภัยรถยนต์แบบมีค่าใช้จ่ายส่วนแรก หากไม่มีการเคลมเลยก็จะเสียเบี้ยประกันไปฟรีๆ ในราคาเต็ม

9.ประกันรถยนต์แบบมีค่าใช้จ่ายส่วนแรก

ประกันรถยนต์แบบมีค่าใช้จ่ายส่วนแรกคือ การที่เอารถไปเคลมเพื่อซ่อมแซมโดยที่เจ้าของรถต้องจ่ายเงินส่วนแรกไปก่อน ต่อการเคลมในหนึ่งเหตุการณ์ ตามที่ระบุไว้ตั้งแต่ตอนทำประกัน เช่น ประกันระบุว่ามีค่าส่วนแรก 5,000 บาท หมายความว่าหากเอารถไปเคลมก็ต้องจ่ายก่อนเลย 5,000 บาท แล้วค่าซ่อมส่วนที่เหลือประกันจะออกให้ทั้งหมด แต่ถ้าหากเป็นการชนแบบมีคู่กรณีและเป็นฝ่ายถูกก็ไม่ต้องจ่าย

ข้อดีคือเบี้ยประกันถูกกว่าประกันรถยนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรก หากในการทำประกันงวดนั้นไม่มีการเคลมเลย ก็จะค่อนข้างประหยัดกว่าการทำประกันภัยรถยนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรก แต่ข้อเสียคือหากมีการเคลมหลายเหตุการณ์ในการทำประกันงวดนั้น ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนแรกหลายครั้ง เช่น หากระบุว่าต้องจ่ายค่าส่วนแรก 5,000 บาท แล้วในการทำประกันครั้งนั้นมีการเคลมทั้งหมด 3 เหตุการณ์ แปลว่าต้องจ่ายทั้งหมด = ค่าเบี้ยประกัน + (3 x 5,000) สมมติค่าเบี้ยประกัน 7,000 ก็ต้องจ่ายทั้งหมด = 7,000 + (3 x 5,000) = 22,000 บาท ขณะที่ประกันรถยนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกอาจไม่ถึง 20,000 บาทด้วยซ้ำ

 

Continue Reading
Advertisement

ผลบอลสด

ผลบอลสด

ผลบอลสด